หน้าแรก ประวัติศาสตร์ อัตชีวประวัติ 14 มะฮ์ซูม ตอน ปีช้าง หรือ “อามุลฟีล” (พ.ศ. 1114)

อัตชีวประวัติ 14 มะฮ์ซูม [ประวัติศาสดามุฮัมมัด-บทที่ 3] ตอน ปีช้าง หรือ “อามุลฟีล” (พ.ศ. 1114)

169

เหตุการณ์ในปีช้าง หรือ “อามุลฟีล” เนื่องจากผู้รุกรานได้นำช้างมาในกองทัพด้วย ปีแห่งสู้รบในครั้งนี้ จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม “ ปีแห่งช้าง (ค.ศ. 570 )ซึ่งเป็นปีแห่งการกำเนิดของศาสดามุฮัมมัด ศ.

divider

ประวัติศาสตร์อิสลาม บทที่ [3] ตอน: ปีช้าง หรือ “อามุลฟีล” (พ.ศ.1114)

 

เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างที่อับดุลมุตฏอลิบกำลังดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครองนครมักกะฮ์อยู่นั้นก็คือการกรีฑาทัพของพวกอบิสซีเนียเข้ารุกรานนครมักกะฮ์นำทัพมาโดยแม่ทัพ คริสเตียนชื่อ “อับร่อฮะ (أبرهة بن الصباح )โดยตั้งใจที่จะเข้ายึดครองนครมักกะฮ์ แต่ประสบกับความล้มเหลว

นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวไว้ดังนี้  “ซุนนะวาซ” (ذِونواس ) ซึ่งเป็นผู้ปกครองเมืองเยเมนหลังจากเขาได้สร้างรากฐานความมั่งคงในการปกครองของตัวเองในช่วงหนึ่งเขาได้เดินทางมายังยัษริบซึ่งเป็นเมืองที่ผู้คนนับถือศาสนายิว ชาวยิวซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่ยอมปล่อยโอกาสดีๆให้หลุดมือไป เมื่อโอกาสนั้นมาถึงพวกเขาจึงนำเสนอและเชิญชวนซุนนะวาซให้ยอมรับศาสนายิวเพื่อเป็นหลักค้ำประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกโจมตีจากพวกโรม หรือแม้แต่พวกอาหรับที่บูชาเจว็ด และการการเชิญชวนนั้นเป็นผลสำเร็จ ซุนนะวาซ ยอมรับศาสนายิว ซึ่งการยอมรับของเขาในครั้งนี้ทำให้บุคคลอีกมากมายยอมรับในศาสนายิวในเวลาต่อมา

แต่ก็มีหลายเผ่าที่ไม่ยอมรับในหลักคำสอนของพวกยิว หนึ่งจากกลุ่มเหล่านั้นก็คือ ชาวนัจญ์รอนซึ่งเป็นผู้ที่นับถือและยึดเหนี่ยวตามหลักคำสอนของศาสนาคริสเตียนอย่างเหนียวแน่น และไม่ยอมก้มหัวให้แก่กษัตริย์เยเมนจึงเป็นเหตุให้ ซุนนะวาซได้ส่งทหารเข้าโจมตีพวกเขา

นักประวัติศาสตร์อิสลาม อิบนิอะษีร ได้เขียนถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ว่า ในช่วงที่ซุลนะวาซ ได้บุกโจมตีชาวนัญรอน ชายชาวนัญรอนคนหนึ่งสามารถหลบหนีไปยังโรมซึ่งเป็นศูนย์กลางของคริสตจักร เพื่อขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ หลังจากกษัตริย์โรมได้รับข่าวนี้และได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระองค์ได้กล่าวกับชายผู้มาแจ้งข่าวนี้ว่า อันเนื่องจากเมืองของเจ้านั้นอยู่ห่างไกลจากเมืองนี้เราจะเขียนสารไปถึงกษัตริย์ ฮะบะชี (الحبشة) เพื่อให้เขาแก้แค้นให้กับชาวนัจญ์รอน ชายคนดังกล่าวจึงรีบนำสารนั้นไปหากษัตริย์ฮะบะชีในทันทีหลังจากที่กษัตริย์ฮะบะชีได้รับข่าวและได้แสดงความเสียใจแก่ชายคนดังกล่าว เขาก็ได้จัดกองทัพในทันทีซึ่งมีทหารมากกว่า 70,000 นาย โดยแต่งตั้งให้อับร่อฮะ(أبرهة بن الصباح ) เป็นแม่ทัพในศึกครั้งนี้ อับระอะฮ์ ได้ยกทัพมาทางทะเล และเมื่อถึงฝังเขาได้เข้าปิดล้อมเมืองเยเมนในทันที เมื่อซุนนะวอซทราบข่าวถึงการบุกโจมตีของอับระอะฮ์เขาก็ได้เชิญชวนเผ่าต่างๆเพื่อเข้าร่วมในศึกครั้งนี้ทันที แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากเผ่าต่างๆเหล่านั้นจนในที่สุดอับระอะฮ์ก็สามารถเข้ายึดครองเมืองเยเมนได้ในที่สุด และต่อมาเขาถูกแต่งตั้งจากกษัตริย์ฮะบะชีให้ขึ้นปกครองเมืองนั้นโดยทันที

หลังจากชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของอับระอะฮ์ เขาก็ไม่ได้พึงพอใจในความสุขสบายจากตำแหน่งที่ได้รับแต่เขากลับคิดสร้างอาณาจักรให้กับตัวเอง  เขาเล็งเห็นว่า กะบะฮ์ในมักกะฮ์คือแหล่งดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วสารทิศให้ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ เขาจึงสร้างมหาวรวิหารอันใหญ่โตและสวยงามขึ้นเพื่อให้ผู้คนหันหลังให้กับกะบะฮ์แล้วมาสนใจกับสิ่งปลูกสร้างที่เขาสร้างขึ้น ฉะนั้นหลังมหาวรวิหารเสร็จสมบูรณ์      อับระฮะฮ์ ได้ประกาศอย่างมั่นใจว่า ข้าจะทำให้สถานที่นี้เป็นที่เคารพและสักการบูชาของประชาชนชาวเยเมนแทนการไปกะฮ์บะฮ์และจะทำให้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนในภูมิภาคนี้แทนกะฮ์บะฮ์ให้ได้ แต่หลังจากวันเวลาผ่านไปกลับไม่เป็นไปตามที่ อับระอะฮ์คาดคิดไว้อาหรับยังคงไปเยี่ยมเยียนกะบะฮ์เช่นเดิม มิหนำซ้ำพวกเขากลับไม่ให้ความสนใจต่อมหาวรวิหารที่อับระอะฮ์ได้สร้างขึ้นเลย ซึ่งสิ่งนี้สร้างความโกรธแค้นให้อับระฮะฮ์เป็นอย่างมาก เขาจึงสาบานกับตนเองว่าเขาจะเป็นผู้ทำลายกะบะฮ์ด้วยกับมือของเขาเอง การติดสินใจของเขาในครั้งนี้ทำให้เขาต้องจัดทัพและตัดสินใจมุ่งหน้าสู่กะบะฮ์ด้วยกับกองทัพช้างในทันที เมื่อข่าวการยกทัพมาของอับระฮะฮ์ ถูกแพร่ออกไปในหมู่ชาวอาหรับได้มีการกล่าวถึงขั้นที่ว่าคงจะหมดยุคของพวกอาหรับเป็นแน่แท้ เหตุผลที่อาหรับพูดกันเช่นนั้นอันเนื่องจากศักยภาพในการทำสงครามของเขาในอดีตอีกทั้งมีกองทัพที่ทรงอานุภาพยิ่ง

ในเส้นทางที่อับระฮะฮ์ยกทัพมานั้นเขาก็ถูกต่อต้านจากเผ่าต่างๆของชาวอาหรับแต่ก็ไม่มีเผ่าใดสามารถต้านความเข็งแกร่งของกองทัพอับระฮะฮ์ได้ในที่สุดเขาก็มาถึงมักกะฮ์และสั่งให้ทหารจัดทัพอยู่รอบเมืองมักกะฮ์ อับระฮะฮ์ก็ได้ทำตามประเพณีอันเก่าแก่ของเขาด้วยการส่งทหารบางส่วนเข้ายึดอูฐและบรรดาปศุสัตว์ของชาวเมืองมักกะฮ์ ซึ่ง 200 ตัวจากปศุสัตว์เหล่านั้นเป็นของอับดุลมุฏฏอลิบรวมอยู่ด้วย ต่อมาอับระฮะฮ์ได้ส่งแม่ทัพคนสนิทของเขานำข่าวไปแจ้งแก่ผู้นำกุเรชถึงวัตถุประสงค์ในการมาครั้งนี้เพื่อการทำลายกะบะฮ์เพียงอย่างเดียว และหากไม่มีการลุกขึ้นต่อต้านก็จะไม่มีเลือดหยดใดหลั่งบนพื้นแผ่นดินนี้อย่างแน่นอนและทุกคนจะได้รับความปลอดภัย  เมื่อแม่ทัพของอับระอะฮ์เข้ามายังมักกะฮ์ก็ได้ถามหาหัวหน้าของชาวกุเรช และได้รับการชี้แนะให้ไปยังบ้านของอับดุลมุฏฏอลิบ เมื่ออับดุลมุฏฏอลิบได้ฟังสารของอับระฮะฮ์เขาจึงได้พูดกับแม่ทัพของอับระฮะฮ์ว่าเราจะไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อกะบะฮ์ เพราะกะบะฮ์เป็นของพระเจ้า ที่ถูกสร้างด้วยอิบรอฮีม หากพระองค์เห็นควรอย่างไรก็ย่อมเป็นไปตามที่พระองค์ทรงประสงค์  เมื่อแม่ทัพของอับระฮะฮ์ได้ยินคำพูดที่โอนโยนของอับดุลมุฏฏอลิบก็เข้าใจได้ทันทีว่าจะไม่มีการต่อต้านของชาวกุเรช แม่ทัพคนดังกล่าวจึงชวนอับดุลมุฏฏอลิบไปยังฐานทัพของอับระฮะฮ์ด้วยกัน

อับดุลมุฏฏอลิบพร้อมด้วยบุตรบางคนของท่านได้เดินทางไปยังฐานทัพของ อับระฮะฮ์ อันเนื่องด้วยความยิ่งใหญ่ในชื่อเสียงของอับดุลมุฏฏอลิบ ทำให้อับระฮะฮ์ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง แล้วนำท่านไปยังที่พำนักของเขาทันที และอับระฮะฮ์ก็ได้ถามด้วยกับมารยาทว่าท่านมาที่นั้นมีจุดประสงค์อันใดหรือ อับดุลมุฏฏอลิบได้ตอบแก่ อับระฮะฮ์ว่า ฉันมาเพื่อทวงถามถึงอูฐและปศุสัตว์ที่ทหารของท่านได้ยึดมาจากชาวบ้าน ซึ่งในบรรดาสัตว์เหล่านั้น มีอูฐของข้ารวมอยู่ด้วย สิ่งที่ข้าต้องการก็คือให้ท่านออกคำสั่งคืนสัตว์ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ๆ มัน เมื่ออับระฮะฮ์ได้ยินเช่นนั้นก็ได้กล่าวขึ้นทันทีว่า จากใบหน้าที่เต็มไปด้วยบารมีเยี่ยงท่านฉันคิดว่าท่านมาเพื่อต้องการที่จะเจรจาเรื่องการทำลายกะบะฮ์อันเป็นจุดประสงค์หลักของข้า แต่ท่านกลับพูดถึงอูฐอันไร้ค่าเพียงไม่กี่ตัวกระนั้นหรือ ?

อับดุลมุฏฏอลิบพูดประโยคหนึ่งต่อหน้าอับระฮะฮ์ ซึ่งเป็นประโยคที่ยังคงความยิ่งใหญ่ไว้ให้แก่ตัวท่านจวบจนถึงทุกวันนี้ ด้วยประโยคที่ว่า

فَقَالَ عَبْدُ الْمُطَّلِبِ : أَنَا رَبُّ هَذِهِ الإِبِلِ ، وَلِهَذَا الْبَيْتِ رَبٌّ سَيَمْنَعُهُ

“ ฉันคือผู้ดูแลฝูงแกะ และสำหรับอาคารหลังนั้นก็มีพระผู้อภิบาลดูแล พระองค์จะทรงปกป้องอาคารนี้เอง ”

ความว่า ข้าคือเจ้าของ ๆ อูฐส่วนกะฮ์บะฮ์ก็มีเจ้าของๆ มัน ซึ่งเจ้าของของมันย่อมปกป้องบ้านของพระองค์เองจากผู้รุกรานอย่างแน่นอน เมื่ออับระอะฮ์ได้ยินประโยคนี้เขาก็พยักหน้าด้วยความหยิ่งทะนงแล้วกล่าวว่า ข้ามั่นใจว่าไม่มีผู้ใดสามารถยับยั้งการงานของข้าในครั้งนี้ได้อีกแล้วหลังจากนั้นเขาก็ได้สั่งทหารให้คืนทรัพย์สินที่ยึดมาให้แก่อับดุลมุฏฏอลิบทั้งหมด

อีกด้านหนึ่งชาวกุเรชต่างรอคอยการกลับมาของอับดุลมุฏฏอลิบเพื่อรับฟังบทสรุปการเจรจาระหว่างเขากับศัตรูผู้รุกราน เมื่ออับดุลมุฏฏอลิบได้กลับมาถึงก็ได้กล่าวกับชาวกุเรชว่า ให้พวกท่านรีบนำสัตว์และสิ่งของต่าง ๆ ออกจากบ้านเพื่อนำไปยังภูเขาที่อยู่รอบเมืองมักกะฮ์ เพราะสถานที่ดังกล่าวเป็นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเราทุกคน ในคืนนั้นเสียงร้องระงมของบรรดาเด็ก ๆ สตรี และสัตว์ต่าง ๆ ได้ดังออกมาจากภูเขารอบ ๆ กะบะฮ์อันเป็นที่พำนักชั่วคราวของชาวมักกะฮ์และในตอนดึกของคืนนั้น อับดุลมุฏฏอลิบกับสหายบางคนก็ได้ลงมายังมหาวรวิหารกะบะฮ์แล้วท่านก็ได้เอามือแนบยังตัวกะบะฮ์แล้วกล่าวว่า

 يَا رَبّ لَا أَرْجُو لَهُمْ سِوَاكَا    يَا رَبّ فَامْنَعْ مِنْهُمُ حِمَاكَا
إِنَّ عَدُوّ الْبَيْت مَنْ عَادَاكَا    اِمْنَعْهُمُ أَنْ يُخْرِبُوا قُرَاكَا
لاهَمَّ إِنَّ الْمَرْءَ يَمْنَعُ رَحْلَهُ فَامْنَعْ حَلالَكَ
لا يَغْلِبَنَّ صَلِيبُهُمْ وَمِحَالُهُمْ غَدْوًا مِحَالَكَ جَرُّوا جَمِيعَ بِلادِهِمْ

สรุปความว่า “ โอ้ข้าแต่พระองค์ความหวังของข้าต่อความอยู่รอดของกะบะฮ์  มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่เป็นความหวัง ศัตรูของกะบะฮ์ก็คือศัตรูของพระองค์ จงยับยั้งการกระทำอันชั่วร้ายของพวกเขาต่อบ้านของพระองค์ด้วยเถิด บ่าวของพระองค์จะปกป้องบ้านของตัวเอง พระองค์ก็ย่อมปกป้องบ้านของพระองค์เช่นกัน แล้วอย่าทำให้วันที่ไม้กางเขนอยู่เหนือกะบะฮ์เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ” 

ต่อจากนั้นพวกเขาก็ได้ขึ้นกลับไปยังภูเขาอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อแสงอรุณได้ปรากฏยังขอบฟ้าอับร่อฮะได้บัญชาให้กองทัพเคลื่อนพลเต็มกำลังเพื่อการเข้าบดขยี้กะบะฮ์อันเป็นบ้านของพระเจ้าในขณะที่กองทัพช้างได้เข้าใกล้ “อัลกะบะฮ์”  ในทันใดนั้นเองปรากฏมีนกฝูงหนึ่งมาจากทิศที่ติดกับทะเล ซึ่งในปากของนกเหล่านั้นทุกตัวได้คาบก้อนหินเล็กๆ มา 1 ก้อนแล้วมันก็ได้ทิ้งลงบนกองทัพช้างของอับร่อฮะ หินก้อนเล็กแต่มีผลตอบสนองมหาศาลจนสร้างความเสียหายให้แก่กองทัพอับร่อฮะเป็นอย่างมาก อับร่อฮะได้มองเห็นความพินาศของกองทัพตัวเองที่อยู่เบื้องหน้า เขาจึงสั่งให้กองทัพของเขากลับสู่เยเมนทันที แต่ในช่วงขณะนั้นเองก้อนหิน 1 ก้อนก็ตกลงบนศรีษะของอับร่อฮะ แต่ในระหว่างทางกลับอันเนื่องจากบาดแผลทำให้ทหารที่เหลือของอับร่อฮะได้เสียชีวิตลงคนแล้วคนเหล่าแม้แต่ตัวของอับร่อฮะเอง ตามรายงานได้กล่าวไว้ว่า เนื้อของเขาได้หลุดเป็นชิ้นๆออกจากร่างแล้วเขาก็ได้เสียชีวิตในที่สุด  เรื่องราวนี้ได้ระบุไว้ในอัลกุรอานซูเราะห์ ฟีลเพื่อเตือนสติผู้ลำพองตนอยู่เสมอ ว่า

أَلَمْ تَرَ كَيْفَ فَعَلَ رَبُّكَ بِأَصْحَابِ الْفِيلِ أَلَمْ يَجْعَلْ كَيْدَهُمْ فِي تَضْلِيلٍ وَأَرْسَلَ عَلَيْهِمْ طَيْرًا أَبَابِيلَ تَرْمِيهِم بِحِجَارَةٍ مِّن سِجِّيلٍ فَجَعَلَهُمْ كَعَصْفٍ مَّأْكُولٍ
سوره الفيل : ۱- ۵

“เจ้าเห็นหรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำกับบรรดาเจ้าของช้างอย่างไร พระองค์ไม่ได้ทำให้ “แผนการร้าย” ของพวกมันเสียหายย่อยยับหรือ และพระองค์ได้ทรงส่งฝูงนกลงมายังพวกเขา จัดการกระหน่ำพวกเขาด้วยก้อนหินที่นำมาจาก “สิจญีน” จากนั้นพระองค์จึงทรงทำให้พวกเขาเป็นประดุจดังทุ่งนาที่เตียนโล่ง เหลือแต่ฟางข้าวที่ถูกกัดกินจนหมดสิ้น”

การเสียชีวิตของอับร่อฮะและความวิบัติของศัตรูแห่งกะบะฮ์ ทำให้อับดุลมุฏฏอลิบและชาวกุเรช แห่งมักกะฮ์เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในสายตาของพวกอาหรับ ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าที่จะโจมตีชาวกุเรชอีกเลยและไม่กล้าที่จะคิดทำลายบ้านแห่งเอกภาพนี้อีกเลย

เนื่องจากผู้รุกรานได้นำช้างมาในกองทัพด้วย ปีแห่งสู้รบในครั้งนี้ จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม “ ปีแห่งช้าง ” عام الفيل ( ค.ศ. 570 ) ซึ่งเป็นปีแห่งการกำเนิดของศาสดามุฮัมมัด ศ.

กองทัพ ผู้รุกรานได้ถอยทัพออกจากนครมักกะฮ์ และได้มีการเจรจาลงนามในสัญญาสงบศึกโดยอับดุลมุตฏอลิบ เป็นผู้ทำสัญญาในนามของนครมักกะฮ์

มีการบันทึกไว้ว่า อับดุลมุตฏอลิบมีบุตรชายรวม 10 คน สี่คนมีชื่อเสียงโด่งดังในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม พวกเขาเหล่านี้คือ

  1. อับดุลลอฮ์ บิดาของ ศาสดามุฮัมมัด ศ.
  2. อบูฏอลิบ บิดาของ ท่านอิมามอะลี อ.
  3. ฮัมซะฮ์ วีระบุรุษผู้พลีชีพเพื่อศาสนา ณ สงครามอุฮุด
  4. อับบาส บรรพบุรุษของคอลีฟะฮ์ อับบาสิยะฮ์ แห่งแบกแดด

อับดุลลอฮ์ และอบูฏอลิบ เป็นบุตรที่มาจากมารดาคนเดียวกัน ในขณะที่บุตรชายอีกแปดคนเป็นบุตรของอับดุลมุตฏอลิบที่ถือกำเนิดจากมารดาคนอื่นๆของท่าน