ประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งระหว่างชีอะห์-ซุนนี่ห์ในเรื่องมุตอะฮ์ พวกเขามีความขัดแย้งกันว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว หรือไม่ เท่านั้นเอง กล่าวคือ
- ชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ เชื่อว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว และถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม หลังจากที่เคยเป็นเรื่องฮะลาลมาแล้ว และถือว่า การยกเลิกเกิดขึ้นโดยซุนนะฮ์ หาได้เกิดขึ้นโดยอัล-กุรอาน
- ส่วนชาวชีอะฮ์ นั้นถือว่า ยังมิได้ถูกยกเลิก และถือว่าเรื่องนี้เป็นฮะลาล(สิ่งอนุมัติ)จนถึงวันกิยามะฮ์

มุตอะฮ์[المتعة] คือการการแต่งงานชั่วคราว ,การสมรสแบบมีกำหนดเวลาหรือการแต่งงานตามกำหนดเวลาชั่วระยะหนึ่ง และการแต่งงานชั่วคราวก็เหมือนกับการแต่งงานถาวร คือถือว่ายังไม่ถูกต้อง เว้นแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้
- มีการอ่านคำนิกะฮ์มุตอะห์ นอกจากต้องมีการกล่าวคำอักด์(คำนิกะฮ์) ประกอบด้วยประโยคเสนอ และประโยคตอบรับ เช่น
ผู้หญิงจะต้องกล่าวกับผู้ชายว่า
زوّجتك نفسي بمهر قدره كذا ولمدّة كذا
“เซาวัจตุกะ นัฟซี บิมะฮฺริน…..วะลิมุดดะติน…..”
แล้วฝ่ายชายก็ตอบรับว่า
“เกาะบิลตุ” “قبلت”
- วาญิบ(จำเป็น)ต้องระบุจำนวนมะฮัร และระยะเวลาที่แน่นอน กล่าวคือความถูกต้องอยู่ที่ความพอใจต่อกันจากทั้งสองฝ่ายที่จะตกลงกันในเรื่องทั้งสอง
- ขณะเดียวกัน ก็มีข้อห้ามมิให้ทำมุตอะฮ์กับคนที่มีสามี เช่นเดียวกับห้ามในเวลาแต่งงานแบบถาวร และสำหรับหญิงที่แต่งงานมุตอะฮ์นั้น จะต้องผ่านพ้นอิดดะฮ์ โดยผ่านการมีรอบเดือนสองวาระ และถ้าหากสามีตายจะต้องผ่านสี่เดือนสิบวันก่อน
- คนที่ทำมุตอะฮฺกันถือว่า ไม่มีมรดกตกทอดให้แก่กัน ไม่มีการจ่ายค่าเลี้ยงดู ลูกที่ถือกำเนิดมาจากการแต่งงานชั่วคราว ก็เหมือนดังลูกที่เกิดจากการแต่งงานถาวรครบถ้วนทุกประการในสิทธิเรื่องมรดก การส่งค่าเลี้ยงดู และสิทธิในด้านต่างๆ ครบถ้วนอันขึ้นอยู่กับบิดา

- ความเชื่อที่เหมือนกันระหว่างมุสลิมชีอะห์-ซูนนี่ห์ในเรื่องการมุตอะห์
ชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัล-ญะมาอะฮฺก็เหมือนกับพี่น้องชาวชีอะฮ์ของเขานั่นเอง คือมีความเชื่อตรงกันว่า การวางหลักการแต่งงานอย่างนี้ มีมาจากอัลลอฮ์ ซ.บ. กล่าวคือพวกเขาเชื่อถือตรงกันว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. เคยอนุญาตในเรื่องนี้ และศ่อฮาบะฮ์ก็เคยทำการมุตอะฮ์ในสมัยของท่าน และบทบัญญัตินี้ก็มาจากอัลลอฮ์ ซ.บ. ในโองการที่ 24 ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ ว่า
فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوهُنَّ اُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً وَلا جُنَاحَ عَلَيْكُمْ فِيَما تَرَاضَيْتُمْ بِهِ مِنْ بَعْدِ الفَرِيضَةِ إنَّ اللّهَ كَانَ عَلِيماً حَكِيماً
[4:24]ดังนั้น เมื่อพวกเจ้าแสวงหาความสุขจากพวกนาง(ทำมุตอะฮ์)ในข้อนี้ พวกเจ้าจะต้องมอบแก่พวกนาง ซึ่งสินสอดของพวกนางจำนวนหนึ่งอันเป็นข้อกำหนด และไม่ถือว่าเป็นบาปแต่ประการใดสำหรับพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าตกลงจนเป็นที่พอใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายหลังจากข้อกำหนดนั้น แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง
ท่านฎอบะรีย์ รายงานจากท่านมุญาฮิดว่า :
حَدَّثَنِي مُحَمَّدُ بْنُ عَمْرٍو , قَالَ: ثنا أَبُو عَاصِمٍ , عَنْ عِيسَى , عَنِ ابْنِ أَبِي نَجِيحٍ , عَنْ مُجَاهِدٍ: {فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ} [النساء: 24] قَالَ: «يَعْنِي نِكَاحَ الْمُتْعَةِ
جامع البيان للطبري، ج6 ص586
เมื่อพวกเจ้าแสวงหาความสุขจากพวกนาง[อายะฮ์ที่ 24 จากซูเราะห์อัน-นิซา] หมายถึงการมุตอะฮ์(การสมรสแบบมีกำหนดเวลา)

ขณะเดียวกันพวกเขา ทั้งชีอะห์และซุนนี่ห์ก็เชื่อถือตรงกันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. เคยอนุญาตในเรื่องนี้ และศ่อฮาบะฮ์ก็เคยทำการมุตอะฮฺในสมัยของท่าน ศ. ดังที่ปรากฎอยู่ในตำราศ่อฮิห์มากมาย เช่น จากท่านมุซัดดัด ได้รายงานว่า ท่านยะฮฺยา ได้รายงานจากท่านอิมรอน อะบีบักร ได้เล่าเราว่า อะบู ได้เล่าเราว่า จากอิมรอน บินฮุศ็อยน์(ร.ฎ.) กล่าวว่า :
حَدَّثَنَا مُسَدَّدٌ، حَدَّثَنَا يَحْيَى، عَنْ عِمْرَانَ أَبِي بَكْرٍ، حَدَّثَنَا أَبُو رَجَاءٍ، عَنْ عِمْرَانَ بْنِ حُصَيْنٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا، قَالَ: ” أُنْزِلَتْ آيَةُ المُتْعَةِ فِي كِتَابِ اللَّهِ، فَفَعَلْنَاهَا مَعَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وَلَمْ يُنْزَلْ قُرْآنٌ يُحَرِّمُهُ، وَلَمْ يَنْهَ عَنْهَا حَتَّى مَاتَ، قَالَ: رَجُلٌ بِرَأْيِهِ مَا شَاءَ
صحیح بخاری ج 6 ص 27
จากท่านมุซัดดัด ได้รายงานว่า ท่านยะฮฺยา ได้รายงานจากท่านอิมรอน อะบีบักร ได้เล่าเราว่า อะบู ได้เล่าเราว่า จากอิมรอน บินฮุศ็อยน์(ร.ฎ.) กล่าวว่า :
โองการว่าด้วยการมุตอะฮฺถูกประทานลงมาในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นเราก็ได้ทำกันในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ และอัล-กุรอานมิได้ลงคำสั่งมาว่าห้ามเรื่องนี้ และท่านก็มิได้ห้ามเรื่องนี้จนกระทั่งตาย ชายคนหนึ่ง(คอลิฟะฮ์อุมัร)ได้กล่าวไปตามความเห็นของเขา ตามที่เขาต้องการ


- ความขัดแย้งในเรื่องมุตอะฮ์ระหว่างชีอะห์-ซุนนี่ห์ เกิดขึ้น ณ จุดใด..?
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งระหว่างชีอะห์-ซุนนี่ห์ในเรื่องมุตอะฮ์ พวกเขามีความขัดแย้งกันว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว หรือไม่ เท่านั้นเอง กล่าวคืออะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ กล่าวว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว และถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม หลังจากที่เคยเป็นเรื่องฮะลาลมาแล้ว และถือว่า การยกเลิกเกิดขึ้นโดยซุนนะฮ์(ฮะดิษ) หาได้เกิดขึ้นโดยอัล-กุรอาน กล่าวคือ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. เป็นคนห้ามเรื่องนี้เอง และท่านได้ยกเลิกคำสอนในอัล-กุรอานโดยฮะดีษเท่านั้น!!!
ส่วนชีอะฮ์นั้นถือว่า ยังมิได้ถูกยกเลิก และถือว่าเรื่องนี้เป็นฮะลาลจนถึงวันกิยามะฮأ
ดังนั้น การวิเคราะห์จึงอยู่ตรงประเด็นว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกแล้วหรือไม่เท่านั้นเอง และการถกเถียงก็อยู่ที่คำพูดของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ผู้อ่านจะได้พิสูจน์ว่าฝ่ายไหนอยู่กับสัจธรรม แล้วให้ปฏิบัติ โดยปราศจากการถือฝักถือฝ่ายอย่างมีอคติ และไม่มีความคิดส่วนตัว
สำหรับชาวอะฮฺลิซซุนนะฮ์ นั้น กล่าวว่า การทำมุตอะฮ์ นั้น เคยเป็นเรื่องฮะลาล (อนุมัติ) และได้ถูกประทานมาในอัล-กุรอาน และ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ก็เคยอนุญาตให้กระทำในเรื่องนั้น และศ่อฮาบะฮ์ก็ได้กระทำกันแล้ว ต่อมาหลังจากนั้นได้มีการยกเลิก และพวกเขาก็ขัดแย้งกันในการยกเลิกเรื่องนี้ กล่าวคือ บางคนในหมู่พวกเขากล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ได้ห้ามไว้ในคัยบัร บางคนกล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ห้ามไว้ในช่วงพิชิตมักกะฮ์ บางคนก็ยอมรับว่า ท่านอุมัร บินค็อฏต็อบเป็นคนห้ามไว้เอง
ส่วนชีอะฮ์นั้น กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการยกเลิก และยังเป็นเรื่องอนุญาตให้จนถึงวันกิยามะฮ์ ดังนั้น หลักฐานของพวกเขาก็มีอยู่ว่า
- การวางหลักการสมรสแบบมุตอะฮ์ มีมาจากอัลลอฮ์ ซ.บ. ดังปรากฎในซูเราะห์อัล-นิซาฮ์ อายะห์ที่ 24 และไม่เคยปรากฏว่ามีอายะฮ์ใดลงมายกเลิกเรื่องนี้ และตามที่คนบางกลุ่มอ้าง การยกเลิกเกิดขึ้นโดยซุนนะฮ์หาได้เกิดขึ้นโดยอัล-กุรอาน
- แต่สำหรับเราชาวชีอะห์ถือว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่เชื่อถือได้ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ห้ามในเรื่องมุตอะฮ์ และบรรดาอิมามจากเชื้อสายบริสุทธิ์ ก็กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่อนุญาตและถ้าหากว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ยกเลิกจริง แน่นอนบรรดาอิมามจาก อะฮ์ลุลบัยต์ อ. ต้องรู้เรื่องนี้
- ในทางกลับกันได้ปรากฏหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า ค่อลีฟะฮ์ที่สอง คือ อุมัร บินค็อต็อบ นั่นเองที่เป็นคนห้าม ไม่ใช่ท่านร่อซูลฯ โดยท่านอุมัรใช้หลักวินิจฉัยความเอง ดังเช่นที่นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺได้ยืนยันในเรื่องนี้ไว้ ด้วยตัวเขาเอง
- ข้ออ้างเหล่านั้นมีหลักฐานหรือไม่ ?
เหตุผลข้างต้น คือข้อสรุปของชาวชีอะฮ์ที่กล่าวถึงเรื่องการอนุญาตให้ทำมุตอะฮ์ อันเป็นคำกล่าวที่สมเหตุสมผล และเที่ยงธรรม หากจะถูกต้องก็เพราะว่า มุสลิมทั้งมวลเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของอัลลอฮ์ ซ.บ. และศาสนทูตของพระองค์ ศ. และปฏิเสธสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าใครจะมีฐานะสูงส่งแค่ไหน ในเมื่อการวินิจฉัยความของเขาขัดแย้งกับข้อบัญญัติของอัล-กุรอานหรือของนบี ศ.
ดังนั้นการวิเคราะห์ของเราจึงเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. เป็นคนห้ามเรื่องนี้เอง และท่านได้ยกเลิกคำสอนในอัล-กุรอานโดยฮะดีษเท่านั้น
พวกเขาเหล่านั้นหยิบยกคำพูดและหลักฐานอันเลื่อนลอยมาอ้าง โดยไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานอันมั่นคง ถึงแม้ว่าท่านมุสลิม จะรายงานบันทึกในศ่อฮีฮฺของท่านว่า ห้ามเรื่องนี้ก็ตาม เพราะถ้าหากการห้ามในคราวนั้นมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ จะต้องไม่เก็บเป็นความลับจากศ่อฮาบะฮ์ที่ทำการมุตอะฮฺกันอยู่ในสมัยอบูบักร์ และส่วนหนึ่งจากสมัยอุมัรเองด้วย ดังเช่นที่ท่านบุคอรีย์ได้รายงานไว้ในหนังสือศ่อฮีฮ์ของท่าน
-
- ญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อันซอรีย์
حَدَّثَنَا الْحَسَنُ الْحُلْوَانِيُّ، حَدَّثَنَا عَبْدُ الرَّزَّاقِ، أَخْبَرَنَا ابْنُ جُرَيْجٍ، قَالَ: قَالَ عَطَاءٌ: قَدِمَ جَابِرُ بْنُ عَبْدِ اللهِ مُعْتَمِرًا، فَجِئْنَاهُ فِي مَنْزِلِهِ، فَسَأَلَهُ الْقَوْمُ عَنْ أَشْيَاءَ، ثُمَّ ذَكَرُوا الْمُتْعَةَ، فَقَالَ: «نَعَمْ، اسْتَمْتَعْنَا عَلَى عَهْدِ رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وَأَبِي بَكْرٍ، وَعُمَرَ
[صحیح مسلم ج2 ص1022]ท่านอะฏออ์ กล่าวว่า ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ เข้ามาทำอุมเราะฮ์ แล้วเราก็นำท่านไปยังที่พักของท่าน มีคนพวกหนึ่งถามท่านในหลายๆ เรื่องต่อจากนั้น พวกเขาก็พูดถึงเรื่อง มุตอะฮฺ ท่านกล่าวว่า “ใช่แล้ว พวกเราเคยทำมุตอะฮฺกันในสมัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. และสมัยอบูบักร และ(่ช่วงหนึ่ง)สมัยของอุมัร
ดังนั้น ถ้าหากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ห้ามการทำมุตอะฮฺจริง แน่นอนจะต้องไม่อนุญาตให้พวกเขาทำมุตอะฮฺกันมาจนถึงสมัยอะบูบักรฺ และอุมัรหรอก
حَدَّثَنِي مُحَمَّدُ بْنُ رَافِعٍ، حَدَّثَنَا عَبْدُ الرَّزَّاقِ، أَخْبَرَنَا ابْنُ جُرَيْجٍ، أَخْبَرَنِي أَبُو الزُّبَيْرِ، قَالَ: سَمِعْتُ جَابِرَ بْنَ عَبْدِ اللهِ، يَقُولُ: «كُنَّا نَسْتَمْتِعُ بِالْقَبْضَةِ مِنَ التَّمْرِ وَالدَّقِيقِ، الْأَيَّامَ عَلَى عَهْدِ رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وَأَبِي بَكْرٍ، حَتَّى نَهَى عَنْهُ عُمَرُ، فِي شَأْنِ عَمْرِو بْنِ حُرَيْثٍ « صحیح مسلم ج2 ص1022
ท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า : เราได้ทำ มุตอะฮ์ กันด้วยอินทผลัมและแป้งกำมือหนึ่งในสมัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. และ สมัยอบูบักร์ จนกระทั่งอุมัรได้สั่งห้ามมุตอะห์ในกรณีของอัมรฺ บินฮุร็อยษ์(1)
حَدَّثَنَا حَامِدُ بْنُ عُمَرَ الْبَكْرَاوِيُّ، حَدَّثَنَا عَبْدُ الْوَاحِدِ يَعْنِي ابْنَ زِيَادٍ، عَنْ عَاصِمٍ، عَنْ أَبِي نَضْرَةَ، قَالَ: كُنْتُ عِنْدَ جَابِرِ بْنِ عَبْدِ اللهِ، فَأَتَاهُ آتٍ، فَقَالَ: ابْنُ عَبَّاسٍ وَابْنُ الزُّبَيْرِ اخْتَلَفَا فِي الْمُتْعَتَيْنِ، فَقَالَ جَابِرٌ: «فَعَلْنَاهُمَا مَعَ رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، ثُمَّ نَهَانَا عَنْهُمَا عُمَرُ، فَلَمْ نَعُدْ لَهُمَا
อบี นัฎเราะห์ กล่าวว่า พวกเราได้นั่งร่วมอยู่กับท่าน ญาบีร บิน อับดุลลอฮ์ จนกระทั่งมีชายคนหนึ่งเข้ามาหาท่านญาบีร แล้วแจ้งว่า ระหว่าง อิบนิ อับบาส และ อิบนิ ซุเบร มีประเด็นขัดแย้งกันในเรื่องมุตอะห์ทั้งสอง(มุตอะห์นิซา-มุตอะห์ฮัจญ์) ท่านญาบีร จึงกล่าวว่า “พวกเราได้ทำมุตอะห์ทั้งสองในสมัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ต่อมา อุมัร ได้สั่งห้ามมันทั้งสอง”

ท่านผู้อ่านสังเกตดูเองเถิด ท่านจะเห็นว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. มิได้ห้ามเรื่องมุตอะห์ จนกระทั่งท่านเสียชีวิต ตามที่ญาบีร ศ่อฮาบะฮ์นบี เปิดเผยไว้
และพวกท่านก็เห็นแล้วว่า การห้ามเรื่องนี้ ถูกอ้างไปถึงท่านอุมัร อย่างชัดแจ้งไม่มีความคลุมเครือใดๆ ประกอบยังได้เสริมเข้าไปอีกว่า อุมัรได้ห้ามมุตอะห์เป็นไปตามทัศนะและคำวินิจฉัยของเขา ในสิ่งที่เขาต้องการ- อิมรอน บินฮุศ็อยน์
حَدَّثَنَا مُسَدَّدٌ، حَدَّثَنَا يَحْيَى، عَنْ عِمْرَانَ أَبِي بَكْرٍ، حَدَّثَنَا أَبُو رَجَاءٍ، عَنْ عِمْرَانَ بْنِ حُصَيْنٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا، قَالَ: ” أُنْزِلَتْ آيَةُ المُتْعَةِ فِي كِتَابِ اللَّهِ، فَفَعَلْنَاهَا مَعَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وَلَمْ يُنْزَلْ قُرْآنٌ يُحَرِّمُهُ، وَلَمْ يَنْهَ عَنْهَا حَتَّى مَاتَ، قَالَ: رَجُلٌ بِرَأْيِهِ مَا شَاءَ
صحیح بخاری ج 6 ص 27จากท่านมุซัดดัด ได้รายงานว่า ท่านยะฮฺยา ได้รายงานจากท่านอิมรอน อะบีบักร ได้เล่าเราว่า อะบู ได้เล่าเราว่า จากอิมรอน บินฮุศ็อยน์(ร.ฎ.) กล่าวว่า : โองการว่าด้วยการมุตอะฮฺถูกประทานลงมาในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นเราก็ได้ทำกันในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ และอัล-กุรอานมิได้ลงคำสั่งมาว่าห้ามเรื่องนี้ และท่านก็มิได้ห้ามเรื่องนี้จนกระทั่งตาย ชายคนหนึ่งได้กล่าวไปตามความเห็นของเขา ตามที่เขาต้องการ

- อบู สะอี อัลคุฎรีย์
عَطاء بن أبي رَبَاح وَسَعِيد بن جُبَير وطاووس، قَالَ: وَرُوِيَ أَيْضا تحليلها وإجازتها عَن أبي سعيد الْخُدْرِيّ وَجَابِر بن عبد الله، قَالَا: تَمَتعنَا إِلَى نصف من خلَافَة عمر، رَضِي الله تَعَالَى عَنهُ، حَتَّى نهى عمرُ النَّاسَ عنهَا فِي شَأْن عَمْرو بن حُرَيْث، وَنِكَاح الْمُتْعَة قبل التَّحْرِيم هَل كَانَ مُطلقًا أَو مُقَيّدا بِالْحَاجةِ وبالأسفار؟
عمدة القاری ج17 ص
ส่วนพวกที่เชื่อตามท่านอุมัร บินค็อต็อบ และถือว่า การกระทำของท่านก็เป็นซุนนะฮ์ประการหนึ่งที่ต้องยอมรับคนเหล่านี้ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องพูดกับเขา และไม่ต้องวิเคราะห์อะไรกันอีก เพราะนั่นคือ ผลิตผลของการถือฝักฝ่ายอย่างมีอคติ จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนมุสลิมจะละทิ้งคำตรัสของอัลลอฮ์ ซ.บ. และคำสอนของท่านศาสนทูต ศ. โดยขัดแย้งกับสิ่งทั้งสองนี้ ไปปฏิบัติตามคำพูดของปุถุชนคนหนึ่ง ที่วินิจฉัยความผิดๆ มากกว่าถูกต้อง
อันนี้หมายความว่า ถึงแม้การวินิจฉัยความของเขาในปัญหาหนึ่งๆ ที่ไม่มีข้อบัญญัติใดๆ ไว้ในอัล-กุรอาน แต่ในกรณีที่ถ้าหากว่ามีข้อบัญญัติอยู่แล้วเขาก็ยิ่งไม่มีสิทธิทำอะไรเลย
وَمَا كَانَ لِمُؤْمِن وَلا مُؤْمِنَة إذَا قَضَى اللّهُ وَرَسُولُهُ أمْراً أنْ يَكُونَ لَهُمُ الخِيَرَةُ مِنْ أمْرِهِمْ وَمَنْ يَعْصِ اللّهَ وَرَسُولَهُ فَقَدْ ضَلَّ ضَلالا مُبِيناً
[33:36]ดังนั้น ไม่มีสิทธิสำหรับผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง ถ้าอัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ ทรงตัดสินเรื่องใดไปแล้ว ที่เขาจะเลือกได้เองอีกจากกิจการของพวกเขา และผู้ใดที่ละเมิดต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ก็เท่ากับหลงผิดอย่างชัดแจ้ง
และต่อไปคือรายชื่อ บรรดาศ่อฮาบะฮ์นบี นอกจากที่เอ๋ยมาข้างต้นแล้ว ยังมีศ่อฮาบะฮ์อีกมากมาย ที่ยืนยัน และเชื่อว่า มุตอะห์ คือสิ่งที่ ฮะลาล ในอิสลาม และไม่เคยมีการห้ามจากอัลลอฮ์ และร่อซูลฯ และผู้ที่ห้าม คือท่านอุมัร บิน ค็อฎตอบ ศ่อฮาบะฮ์เหล่านั้น เช่น
- ท่านอิมามอะลี อ.
- ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด
- ท่านสะลามะฮ์ บิน อักวะฮ์
- ท่านสะอัด บิน อบี วะกอซ
- ท่านอัมร์ บิน ฮุรัยษ์
- มุอาวียะ บิน อบูซุฟยาน
- ซะลามะฮ์ บิน อุมัยยะฮ์
- อัสมา บุตรสาว อบูบักร
- รอบีอะห์ บิน อุมัยยะ
- อับดุลลอฮ์ บิน อบี เอาษ์
- ท่านเซต บิน ษาบิต
- อับดุลลอฮ์ บิน อับบาส บิน อับดุลมุฎทอลิบ
- สะฮ์ บิน อบีสะฮ์ บิน อบี ฎอลอะฮ์
- และศ่อฮาบะฮ์ท่านอื่นๆอีกมากมาย

เชิงอรรถ :
(1).กรณีของอัมรฺ บิน ฮุร็อยษ์ มีบันทึกไว้ว่า :
عَبْدُ الرَّزَّاقِ عَنِ بْنِ جُرَيْجٍ قَالَ أَخْبَرَنِي أَبُو الزُّبَيْرِ أَنَّهُ سَمِعَ جَابِرَ بْنَ عَبْدِ اللَّهِ يَقُولُ قَدِمَ عَمْرُو بْنُ حُرَيْثٍ مِنَ الْكُوْفَةِ فاَسْتَمْتَعَ بِمَوْلاَةٍ فَأُتِيَ بِهَا عُمَرُ وَهِيَ حُبْلَى فَسَأَلَهاَ فَقاَلَت اِسْتَمْتَعَ بِيْ عَمْرُو بْنُ حُرَيْثٍ فَسَأَلَهُ فَأَخْبَرَهُ بِذَلِكَ أَمْراً ظاَهِراً قَالَ فَهَلاَّ غَيْرُهاَ فَذَلِكَ حِيْنَ نَهَى عَنْهاَ قاَلَ بْنُ جُرَيْجٍ وَأَخْبَرَنِيْ مَنْ أَصْدَقُ أَنَّ عَلِياًّ قاَلَ بِالْكُوْفَةِ لَوْلاَ ماَ سَبَقَ مِنْ رَأْيِ عمر بن الخطاب لَأَمَرْتُ بِالْمُتْعَةِ ثُمَّ ماَ زَناَ إِلاَّ شَقِيٌّ
อับดุลรอซซาก จากอิบนุญุเรจ จากอบูซูเบร เล่าว่า เขาได้ยินท่าน ญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ กล่าวว่า ท่านอัมรู บิน ฮุร็อยษ์ เข้ามาที่เมืองกูฟะฮ์ แล้วเขาได้ทำมุตอะฮ์กับสาวใช้คนหนึ่ง แล้วนางถูกนำตัวมาพบคอลีฟะฮ์อุมัรในสภาพตั้งท้อง ท่านอุมัรได้สอบถามนาง นางได้บอกว่า อัมรู บิน ฮุร็อยษ์ ได้ทำมุตอะฮ์กับฉัน ท่านอุมัรจึงได้สอบถามกับอัมรู แล้ว อัมรู ได้บอกกับท่านอุมัรว่า นั่นคือเรื่องที่ชัดเจน(เรื่องจริง)
ท่านอุมัรจึงกล่าวว่า คนอื่นนอกจากนางไม่มีอีกหรือ ณ.บัดนั้นเองที่ท่านอุมัรจึงสั่งห้ามทำมุตอะฮ์ ท่านอิบนิญุเรจกล่าวว่า เจ้าจงบอกฉันสิว่า ผู้พูดสัตย์จริงที่สุดคือใคร แท้จริงท่านอะลีได้กล่าวที่เมืองกูฟะฮ์ว่าلَوْلاَ ماَ سَبَقَ مِنْ رَأْيِ عُمَرَ بْنِ الْخَطاَّبِ لَأَمَرْتُ بِالْمُتْعَةِ ثُمَّ ماَ زَناَ إِلاَّ شَقِيٌّ
ถ้าหาก ทัศนะของอุมัรไม่ผ่านไปก่อนแล้วละก้อ ฉันจะสั่งให้ทำมุตอะฮ์สตรีต่อไปอย่างแน่นอน แล้วจากนั้นจะไม่มีใครจำเป็นต้องไปทำซีนา นอกจากคนเลวจริงๆสถานะฮะดีษ ซอฮิฮ์ ดู มุศศ็อนนัฟ อับดุลรอซซาก ฮะดีษที่ 1402
- ญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อันซอรีย์

![หลักศรัทธา[รูก่นอีหม่าน]มีกี่ประการ…? ในตำราศ่อฮิห์](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/07/hqdefault-1-238x178.jpg)
![พฤหัสบดี วันมหาวิปโยคในศ่อฮิห์บุคอรีย์ และมุสลิม[เจ็ดตัวบทจากบุคอรีย์ สามตัวบทจากมุสลิม]](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/07/صحیحین-238x178.jpeg)

![กิจกรรมช่วงบ่ายวันอาชูรอ ชุมชนมัสยิดดารุซซะฮ์รอ อ. [ร่วมเดินเท้ารำลึกถึงกองคาราวานท่านหญิงซัยหนับ]](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/08/298769655_599667181566282_3179114266681750340_n-1-100x75.jpg)









