หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ สะกีฟะฮ์ บนี สาอีดะฮ์ คือการตระบัดสัตย์ต่อศาสนา

สะกีฟะฮ์ บนี สาอีดะฮ์ คือการตระบัดสัตย์ต่อศาสนา

216

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

สะกีฟะฮ์ บนี สาอีดะฮ์ คือการตระบัดสัตย์ต่อคำสั่งท่านนบี ศ.

divider

สะกีฟะฮ์ บนี สาอีดะฮ์ การทรยศต่อคำสั่งท่านนบี ศ. เพื่อการต่อสู้แย่งชิงอำนาจรัฐ ( سقيفة بني ساعدة )

สาวกหรือสหายของท่านศาสดาอิสลาม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ชาวอันศอร เป็นชาวเมือยิษริบเดิมที่ให้ที่พักพิงและช่วยเหลือต่อท่านศาสดา ศ. เมื่อครั้นที่ท่านได้อพยพมายังมะดีนะห์ อีกกลุ่มคือ ชาวมุฮาญิรีน คือชาวเมืองที่อพยบมาจากมักกะฮ์พร้อมท่านนบี ศ.

ชาวอันศอรได้ยินสุนทรพจน์ของศาสดามุฮัมมัด ศ.  ที่ “ ฆอดีรคุมม์ ”  ซึ่งเป็นการแต่งตั้ง ท่านอิมามอะลี อ. ให้เป็นผู้สืบทอด และพวกเขาก็สนับสนุนการเตรียมการนี้อย่างหมดหัวใจ แต่พวกเขาก็ยังมีความรู้สึกว่า พวกมุฮาญิรีน ยังแฝงความเป็นปรปักษ์ต่อท่านอิมามอะลี อ. อยู่อย่างลับๆ พวกเขาไม่แน่ใจว่าการสืบทอดของอะลีจะเป็นไปอย่างสันติ หรือไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นได้ พวกเขารู้ดีว่าในหมู่ชาวมุฮาญิรีนนั้นมีกลุ่มคนที่พยายามขัดขวางการสืบทอดอำนาจของอะลี และในหมู่พวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไปชุมนุมกันที่ “สะกีฟะฮ์ บนู สะอีดะฮ์”

ชาวอันศอรทราบดีว่าตำแหน่งคอลีฟะฮ์นั้นเป็นสิทธิของท่านอิมามอะลี อ.  แต่พวกเขาก็รู้อีกเกี่ยวกับ “มติ” ของ ชนอาหรับที่พยายามจะขัดขวางตำแหน่งคอลีฟะฮ์ให้พ้นจากครอบครัวท่านศาสดา พวกเขาตีความมตินี้ได้ทันทีว่ามุฮาญิรีนไม่ยอมให้ท่านอิมามอะลี อ. ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์แน่นอน

แต่ถ้าไม่ใช่อิมามอะลี อ. ใครจะมาสืบทอดแทนศาสดามุฮัมมัด ศ. คำตอบที่ชัดเจนประการเดียวต่อคำถามนี้ก็คือต้องเป็นชาวมุฮาญิรีนอื่นบางคน แต่ชาวมุฮาญิรีนอื่นๆนอกจากอิมามอะลี อ. แล้วไม่มีผู้ใดเป็นที่ยอมรับสำหรับชาวอันศอร

ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเสนอผู้แทนของพวกเขาเองขึ้นเป็นผู้นำ “อุมมะฮ์” และพวกเขาจึงไปชุมนุมกันที่ “สะกีฟะฮ์ บนู สะอีดะฮ์” และเมื่อชาวมุฮาญิรีน ที่ประกอบด้วยท่าน อบูบักร ,อุมัร และคนอื่นๆ รู้ข่าวจึงรีบรุดไปสมทบ ณ. จุดนั้นได้มีการโต้เถียงกันระหว่างชาวอันศอร และมุฮาญิรีน ว่าใครที่เหมาะสมกว่าที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งสืบต่อจากท่านศาสดา ที่พวกเขาทิ้งศพไว้โดยยังไม่ฆุซุล และกะฝั่น อย่างไม่ใยดี

ชาวอันศอรได้นำเสนอว่าหากว่ากันไปแล้วเป็นเพราะการสนับสนุนของพวกเขา ไม่ใช่การสนับสนุนของชาวมุฮาญิรีน ที่ทำให้อิสลามมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้

อุมัรและอบูบักรที่นั่งอยู่ในลานกว้างของ สะกีฟะฮ์ บนู สะอีดะฮ์ พร้อมกับชาวมุฮาญิรีนจำนวนหนึ่ง พวกเขาเข้านั่งร่วมในที่ชุมนุม ทันใดนั้นก็มีผู้กล่าวปราศรัยกับชาวอันศอรดังนี้

“การสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิแห่งพระเจ้า เราคือ อันศอรผู้ช่วยเหลือพระเจ้าและเราคือกองทหารแห่งอิสลาม พวกท่านมุฮาญิรีน เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยในกองทหาร อย่างไรก็ตามพวกท่านพยายามกีดกันเราจากสิทธิที่จะเป็นผู้นำ”

เมื่ออุมัรได้ยินดังนั้น จึงเกิดความโรธ และพร้อมที่ยุติมันด้วยดาบ แต่อบูบักรยับยั้งเขาไว้ และขอให้เขาปฏิบัติตัวอย่างสุภาพ อบูบักรจึงกล่าวกับชาวอันศอรว่า โอ้ชาวอันศอรทั้งหลาย เราเป็นผู้มีเชื้อสายตระกูลและสายเลือดอันมีเกียรติ เรามีชื่อเสียงได้รับความนิยมชมชอบมากที่สุด เช่นเดียวกับจำนวนที่มากที่สุดของทุกกลุ่ม ในอารเบียยิ่งกว่านั้นเราเกี่ยวพันกับศาสดามากที่สุด เราเป็นกลุ่มแรกที่อพยพเพื่อพระเจ้า และพวกท่านเป็นผู้ช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามพวกท่านเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาของเรา เป็นผู้ร่วมทำสงครามของเราผู้ช่วยเหลือเราต่อสู้กับศัตรู  แต่ชาวอาหรับจะไม่ยอมรับผู้นำจากเผ่าอื่นนอกจากเผ่ากุเรช ดังนั้นเราจะเป็นผู้นำและพวกท่านเป็นผู้ช่วย

เมื่อมาถึงประเด็นนี้ เขาชูมือของอุมัรและกล่าวว่า “เขาผู้นี้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำของมุสลิม จงให้การยอมรับต่อเขาเถิด แต่อุมัรพูดขัดว่า “เป็นไปได้อย่างไรที่คนอื่นจะได้รับสัตยาบัน ในขณะที่ท่านยังอยู่กับพวกเราท่านเป็นผู้อาวุโสที่สุดในหมู่กุเรช และท่านใช้เวลาอยู่กับท่านศาสดามากกว่าพวกเรา ดังนั้นไม่สมควรที่ใครจะล้ำหน้าท่าน จงยื่นมือของท่านมา ฉันจะให้สัตยาบันต่อท่าน

อุมัรจับมืออบูบักร และวางมือของเขาลงเหนือมืออบูบักรในลักษณะให้ความเคารพจงรักภักดีให้สัตยาบันต่ออบูบักร และด้วยวิธีการเช่นนี้ที่เขารับรองอบูบักรเป็นคอลีฟะฮ์

อบูอุบัยดะฮ์ และบะซีร บิน สะอัด หนึ่งในแกนนำของชาวอันศอรก็ก้าวออกมา วางมือของพวกเขาเหนือมือ อบูบักรเป็นสัญลักษณ์การให้สัตยาบันต่ออบูบักร

เมื่ออบูบักรได้รับการยอมรับให้เป็นคอลีฟะฮ์แล้ว อุมัร บิน อัลค็อตต็อบ และอบูอุบัยดะฮ์ บินอัล ญัรรอฮ์ ก็กลับมายังมัสยิดของท่านศาสดา ในมัสยิดมีประชาชนอยู่จำนวนมากในจำนวนนั้นมีสมาชิกของตระกูลอุมัยยะฮ์ สะอัด บิน อบีวะกอส อับดุรเราะฮ์มน บิน เอาฟ์ และชาวมุฮาญิรีนอื่นๆอีก

อุมัรเห็นบรรดาสาวกอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จึงตะโกนขึ้นว่า อบูบักรได้รับเลือกให้เป็น     คอลีฟะฮ์ของมุสลิมแล้ว พวกท่านจงให้สัตยาบันต่อเขาด้วย ชาวอันศอร อบูอุบัยดะห์ และฉันได้ให้สัตยาบันแล้ว

พวกอุมัยยะฮ์ที่อยู่ในมัสยิดเป็นพวกแรกที่ตอบสนองคำเรียกร้องของอุมัร สะอับ บิน อบีวะกอส อับดุรเราะฮ์มาน บิน เอาฟ์ และสาวกคนอื่นต่างก็ให้สัตยาบันต่ออบูบักร และบรรดา “บุคคลชั้นนำ” เกือบทั้งหมดได้ให้สัตยาบันในเวลาต่อมา เขา(อบูบักร)จึงกลายเป็นผู้นำของประชาชาติมุสลิมด้วยวิธีดังกล่าว

 

ปฏิกิริยาของอาลี อิบนิ อบีฏอลิบ ต่อกลุ่มที่ยึดอำนาจ

ในวันถัดมาจากการเสียชีวิตของท่านศาสดา ศ. มีผู้คนมากมายมาหาท่านอิมมอะลี อ.  บางคนก็ให้คำแนะนำว่าให้ใช้กำลังยึดสิทธิของเขาคืนมา ในบรรดาคนเหล่านี้บ้างก็เป็นมิตรผู้ซื่อสัตย์ และก็มีพวกฉวยโอกาสที่ไม่มีศีลธรรมหลายคนรวมอยู่ด้วย ทุกคนต่างก็เสนอที่จะให้การสนับสนุนแก่ท่านอิมามอะลี อ.  และแน่นอนว่าพวกฉวยโอกาสที่เสนอจะให้การสนับสนุนนั้น ก็ต้องมีเหตุผลลับๆอยู่ พวกนี้คงหวังที่จะก่อสงครามในอิสลาม และจะได้ประโยชน์ในการต่อสู้กับมุสลิม

ทันทีหลังจากที่ท่านศาสดาสิ้นใจ อับบาส อิบนิ อับดุลมุตฏอลิบ ลุงของเขาได้มาหา และกล่าวว่า “จงยื่นมือของเจ้ามาและฉันจะให้สัตยาบันแก่เจ้า การกระทำของฉันจะมีผลทางจิตใจต่อบรรดามุสลิม เขาจะพากันพูดว่า ลุงของท่านศาสดาได้ให้สัตยาบันแก่อาลี ดังนั้นเราก็ควรจะให้สัตยาบันแก่เขาเช่นกัน”

เป็นที่แน่นอนว่าอับบาสเป็นมิตรผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่ง ยังมี “ผู้ปรารถนาดี” อีกประเภทหนึ่งคือ อบูซุฟยาน ผู้นำตระกูลบนู อุมัยยะฮ์ ซึ่งเป็นศัตรูกับศาสดามุฮัมมัด ศ. มาโดยตลอด และเป็นสัญลักษณ์ของผู้ปฏิเสธที่ต่อต้านและเกลียดชังอิสลาม ในเหตุการณ์หลายครั้งที่เกิดขึ้น เขาได้มาหาท่านอิมามอะลี อ. และกล่าวว่า “น่าเจ็บใจมากที่คนในตระกูลที่มีความต่ำต้อยที่สุดของกุเรช มาแย่งชิงสิทธิของท่านไป และยึดเอารัฐบาลที่เป็นของท่านไป ท่านต้องเอาคืนมา ท่านเพียงแต่ส่งสัญญาณให้ฉัน และฉันจะเอาทหารราบและทหารม้ามาให้เต็มทางเดินในมะดีนะฮ์ พร้อมี่จะตายตามคำสั่งของท่าน”

ข้อเสนอนี้จะปฏิเสธไปทำไม และอิมามอะลี อ. ก็ไม่มีอะไรจะต้องเสีย สิ่งที่จะเสียก็เสียไปแล้ว แต่ใครในหมู่มุสลิมอีกเล่า ที่จะรักอิสลามมากไปกว่าอะลี  เขาไม่เคยปล่อยให้ความอยากหรือการเรียกร้องต่างๆทำให้เขาต้องสู้รบกับประโยชน์ส่วนใหญ่ของอิสลามและมุสลิม อิสลามนั้นยังคงบอบบางอยู่มีความเป็นไปได้ที่จะถูกทำลายด้วยกำลังจากภายในและภายนอกนครมะดีนะฮ์ แต่อิมามอะลี อ. จะไม่ยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น

ถ้าอิมามอะลี อ. เป็น “ผู้ตัดสินที่ดีที่สุดในอิสลาม” แล้ว เขาก็เป็นผู้ที่ตัดสินคนได้ดีที่สุดเช่นกัน คำตอบของเขาต่ออบูซุฟยาน ที่ล้อมกรอบด้วยคำถามนั้น บ่งบอกถึงลักษณะของอิมามอะลี อ. ที่ถามกลับว่า  “ท่านเป็นผู้ที่หวังดีต่ออิสลามตั้งแต่เมื่อใด”  ?
เป็นคำถามที่เล่นสำนวน และเป็นการปัดข้อเสนอของอบูซุฟยานอย่างแหยียดหยาม ซึ่งเป็นสิ่งสมควรแล้ว และทำให้อบูซุฟยานสงบปากสงบคำไป

การตอบโต้ไปเช่นนั้นเป็นการแสดงออกของอิมามอะลี อ. อีกครั้งหนึ่งว่า เขาเป็นผู้ที่ปกป้องอิสลามและไม่มีใครนอกจากอะลีเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งในขณะที่ความเป็นความตายเท่ากัน อิมามอะลี อ. ได้ปฏิเสธผลประโยชน์และความปรารถนาส่วนตัวไป และพยายามรักษานาวาแห่งอิสลาม มิให้ล่มลง

เวลาขณะนั้นเป็นวิกฤติการณ์อย่างแท้จริง ในประวัติศาสตร์อิสลามที่เพิ่งจะเริ่มต้น การต่อต้านรัฐบาลของอบูบักรนั้นผุดขึ้นไปทั่วดินแดน ถ้าอิมามอะลี อ. ยอมรับข้อเสนอของอับบาส อิบนิ อับดุลมุตฏลิบผู้เป็นลุงของเขาหรือข้อเสนอของอบูซุฟยานแล้ว เขาก็อาจจะประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจการปกครองแห่งมะดีนะฮ์ แต่ความสำเร็จของเขาจะต้องมีการลงทุนกับอิสลาม ด้วยสงครามกลางเมืองในนครมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของรัฐและสังคมอิสลาม การทำสงครามในนครมะดีนะฮ์ในช่วงรอยต่อนี้ อาจจะทำให้ความสำเร็จของอิสลามที่ท่านนบี ศ. เพียรพยามมา 23 ปีต้องสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน

อิมามอะลี อ. ได้ผ่านการทดสอบครั้งนี้ได้ เหมือนกับที่ได้เคยผ่านมาหลายต่อหลายครั้งในชีวิตของเขา เขาไม่เคยจำนนกับการยั่วยวนใดๆ

คติพจน์ที่จะเขียนให้กับอะลี อิบนิ อบีฏอลิบซึ่งถือเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งยวดก็คือ “ เขาผู้ซึ่งได้สละแล้วในทุกสิ่ง เพื่อรักษาอิสลาม ”

นี้คือเหตุผลหลักๆที่ท่านอิมามอะลี อ. นิ่งเงียบต่อการยึดอำนาจของรัฐบาลซะกิฟะฮ์ที่นำโดยท่านอบูบักร และท่านอุมัร