หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ คอลิฟะฮ์ อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ยืนยันว่า “การทำมุตอะฮ์” เป็นสิ่งฮะลาล

คอลิฟะฮ์ อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ยืนยันว่า “การทำมุตอะฮ์” เป็นสิ่งฮะลาล[อนุมัติในอิสลาม]

295

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ยืนยันว่า “การทำมุตอะฮ์” เป็นสิ่ง ฮะลาล”[อนุมัติ]

divider

อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ยืนยันว่า “การทำมุตอะฮ์” เป็นสิ่ง ฮะลาล”[อนุมัติ]

หากพี่น้องมุสลิมชาวซุนนี่ห์เชื่อมั่นในตัวของท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ย่อมไม่มีทางอื่นที่พวกเขาจะต้องไม่ปฎิเสธ “การทำมุตอะห์” เพราะตัวของท่านอุมัร เองที่ยืนยันไว้ว่า การทำมุตอะฮ์ในยุคสมัยศาสดานั้นเคยเป็นที่ฮะลาล(อนุมัตจากอัลลอฮ์โดยผ่านท่านนบี ศ.) แต่วันนี้ฉันขอทำการฮะรอม(ทำให้เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับทุกๆคน)!!!!

وَقَدْ صَحَّ أَنَّ عُمَرَ – رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ – نَهَى النَّاسَ عَنْ الْمُتْعَةِ فَقَالَ: مُتْعَتَانِ كَانَتَا عَلَى عَهْدِ رَسُولِ اللَّهِ – صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ -، وَأَنَا أَنْهَى النَّاسَ عَنْهُمَا مُتْعَةُ النِّسَاءِ وَمُتْعَةُ الْحَجِّ

المبسوط ج4 ص27 المؤلف: محمد بن أحمد بن أبي سهل شمس الأئمة السرخسي (المتوفى: 483هـ
مفاتيح الغيب ج5 ص308 و ج10 ص42 المؤلف: أبو عبد الله محمد بن عمر بن الحسن بن الحسين التيمي الرازي الملقب بفخر الدين الرازي خطيب الري (المتوفى: 606هـ)
الجامع لأحكام القرآن ج2 ص392 المؤلف: أبو عبد الله محمد بن أحمد بن أبي بكر بن فرح الأنصاري الخزرجي شمس الدين القرطبي (المتوفى: 671هـ
أحكام القرآن ج1 ص347 و 362 و 364 و ج3 ص102 و ج5 ص72 المؤلف: أحمد بن علي أبو بكر الرازي الجصاص الحنفي (المتوفى: 370هـ)،

เป็นสาระบบสายรายงานที่ ถูกต้อง แม่นยำ(ศ่อฮิห์)จาก อุมัร (รฏ)ว่า เขาได้สั่งห้ามประชาชนจากการทำ มุตอะฮ์โดย อุมัรได้กล่าวว่า “มุตอะฮ์ทั้งสองในยุคสมัยศาสดามุฮัมมัด ศ. นั้นเคยเป็นสิ่งที่(อัลลอฮ์)ทรงอนุมัติ(ฮะลาล) แต่วันนี้ฉันขอ(เปลี่ยนฮุกุมนี้โดยการ)ทำให้เป็นสิ่งต้องห้าม(ฮะรอม)แก่ประชาชนจากมัน นั่นคือ การมุตอะฮ์สตรีและมุตอะฮ์ ฮัจญ์”

 

ฉะนั้นหากท่านผู้อ่านสังเกตุดูดีๆ ก็จะประจักษ์ชัดว่า “อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ยืนยันไว้ว่า การทำมุตอะห์ คือสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงอนุมัติในสมัยของท่านนบี ศ.” และเมื่อท่านอุมัร ขึ้นเป็นคอลิฟะฮ์ ท่านเป็นผู้ห้ามเรื่องนี้ด้วยตัวท่านเอง นั่นคือ จากสิ่งที่เป็นฮะลาล ท่านเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่ฮะรอม ในบัดดล  ฉะนั้นข้าพเจ้าคิดว่าสำหรับชาวซุนนี่ห์ผู้ให้การเคารพรัก และเชื่อฟังในตัวของท่านอุมัร ในเมื่ออุมัรได้ยืนยันไว้หนักแน่นว่า “มุตอะห์เป็นสิ่งฮะลาลในสมัยนบี ศ.” หากพวกท่านไม่เชื่ออุมัร และพวกท่านจะเชื่อใครละครับ ?  และเช่นนี้แหละ จะมีเหตุผลอะไรอีกที่พวกท่านจะปฎิเสธการทำมุตอะห์ หรือบอกว่า มุตอะห์ไม่เป็นสิ่งฮะลาล ?!!!

สำหรับเราชาวชีอะห์ ก็เชื่อเช่นนั้นว่า ท่านอุมัร พูดความจริงในเรื่องนี้ที่ว่า “การมุตอะห์คือสิ่งที่อนุมัติในสมัยนบี ศ.”  แต่สิ่งที่เราก็ไม่สามารถตามคำวินิจฉัยของท่านอุมัร ที่ห้ามการมุตอะฮ์ได้ เพราะคำวินิจฉัยของเขา ไปขัดแย้งกับอัลลอฮ์(อัลลอฮ์บอกว่ามุตอะห์อนุญาติ แต่อุมัรบอกว่า ไม่อนุญาติ)

และสิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวไปนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้คิดเอง แต่สิ่งนี้เคยมีปราชญ์ของชาวซุนนี่ห์ นำเสนอเรื่องนี้ไว้แล้วในอดีต เช่น เรื่องราวของ ยะฮ์ยา บิน อักษัมอุลามาซุนนีย์

ยะฮ์ยาบิน อักษัมได้กล่าวกับ อุลามาใหญ่แห่งเมืองบัศเราะฮ์ว่า “ท่านปฏิบัตตามใครในการอณุมัตให้ทำ นิกะฮืมุตอะฮ์ ?”
อุลามาท่านนั้นก็ตอบว่าจาก อุมัร อิบนุ อักษัมจึงถามต่อว่าเป็นไปได้ไง อุมัรคือคนที่ต่อต้านการมุตอะฮ์เป็นที่สุด ?
อุลามาคนนั้นก็ตอบว่า “เพราะมีรายงานที่ ศอฮีห์กล่าวว่า ”อุมัรได้ขึ้นบนมิมบัรและกล่าวว่า อัลออฮ์และศาสดาของพระองค์นั้นได้อณุมัตให้มุตอะห์เป็นสิ่งที่ฮะลาล(อนุมัติ) แต่ในวันนี้ฉันฮะรอมสั่งห้ามมันกับทุกคน และใครก้ตามที่กระทำมันจะต้องถูกลงโทษ”
ดังนั้นเราจึงยอมรับในคำพูดของอุมัรที่ยืนยันว่า อัลลฮ์และรอซูลเป็นผู้ที่ฮะล้าลมัน แต่เราไม่ยอมรับการเป็นฮะรอมที่ถูกสั่งห้ามโดยอุมัร (มุฮาฏิรอต อัลอุดะบาอฺ เล่ม3 หน้า 214)

และยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการห้ามมุตอะฮ์ของอุมัรเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ถูกเข้าใจง่ายขึ้นว่าประเด็นของเรื่องมันอยู่ตรงใหน นั่นคือ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัย คอลีฟะฮ์ อัลมะอฺมูน จากราชวงศ์ อับบาซียะฮ์ของซุนนีย์

คอลีฟะฮ์ อัลมะอฺมูน จากราชวงศ์ อับบาซียะฮ์ของซุนนีย์ ซึ่งมีอยู่ว่า วันหนึ่ง อัลมะอฺมูนได้สั่งให้ไปประกาศว่า นิกะฮ์มุตอะห์นั้นเป็นที่ฮะลาล(อนุมัติ) มุฮัมมัด บิน มันศูรและ อะบุล อัยนาอฺ ฟะกีฮ์คนสำคัญของราชสำนัก ได้เข้าพบกับ อัลมะอฺมูนในขนะที่กำลังแปรงฟันอยู่ โดยหวังที่จะให้ยกเลิกคำประกาศดังกล่าวจึงได้เอ่ยคำพูดของอุมัรขึ้นมาว่า “มีมุตอะห์สองอย่างในสมัยของรอซูลและอะบูบักร์ ซึ่งฉันได้ทำการฮะรอมและสั่งยกเลิกมัน”
อัลมะอฺมูนที่กำลังแปรงฟันอยู่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตะหวาดออกมาว่า “ เจ้าเป็นไครไอ้ตาเหล่ เจ้ามีสิทธิอะไรที่จะมาห้ามในสิ่งที่ ท่านรอซูลและอะบูบักร์ได้ถือปฏิบัติมันมา ?  หลังจากนั้น มุฮัมมัด บินมันศูรก็ขอที่จะไปชี้แจงกับอัลมะฮฺมูนเอง แต่ก็ถูก อะบุลอัยนาอฺห้ามใว้และกล่าว่า “คนที่กล่าวปฏิเสธท่านอุมัรอย่างชัดเจนแบบนี้ เราจะไปกล่าวอะไรกับเขาได้”
แต่หลังจากนั้นมะอฺมูนก็ได้เปลี่ยนใจด้วยคำพูดโน้มน้าว อิบนุ อักษัม(จากหนังสือตารีค บัฆดาด เล่ม 14 หน้า 203)
أَخْبَرَنِي القاضي أَبُو عَبْد اللَّه الْحُسَيْن بْن علي الصيمري، حدثنا محمّد بن عمران المرزباني، أخبرنا الصولي، حدثنا أبو العيناء، حَدَّثَنَا أَحْمَد بْن أبي دؤاد. قَالَ الصولي: وحدثنا محمّد بن موسى بن حمّاد، حدثنا المشرف بن سعيد، حَدَّثَنَا مُحَمَّد بْن منصور- واللفظُ لأبي العيناء- قَالَ: كُنَّا مَعَ المأمون فِي طريق الشام، فأمرَ فنُودي بتحليل المتعة، فقال لنا يَحْيَى بْن أكثم: بكرا غدًا إِلَيْهِ فإن رأيتما للقول وجهًا فقولا، وإلا فاسكتا إلى أن أدخل. قَالَ: فدخلنا إِلَيْهِ وهو يستاك ويقول- وهو مغتاظ- متعتان كانتا عَلَى عَهْدِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وعلى عهد أبي بَكْر، وأنا أنْهَى عَنْهُمَا. ومن أنت يا أحول حتى تَنْهَى عما فعله النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وَأَبُو بَكْر؟ فأومأت إلى مُحَمَّد بْن منصور أن أمسك، رجلٌ يَقُولُ فِي عُمر بْن الْخَطَّاب ما يَقُولُ نكلمه نحن؟ فأمسكنا وجاء يحيى فجلس وجلسنا، فقال المأمون ليحيى: مالي أراكَ متغيرًا؟
تاريخ بغداد  ج14 ص202 المؤلف: أبو بكر أحمد بن علي بن ثابت بن أحمد بن مهدي الخطيب البغدادي (المتوفى: 463هـ)،