หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ เหตุผลที่ท่านอิมามอะลี อ. นิ่งเงียบในเรื่องสิทธิที่ท่านถูกอธรรม

เหตุผลที่ท่านอิมามอะลี อ. นิ่งเงียบในเรื่องสิทธิที่ท่านถูกอธรรม

214

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

เหตุผลที่ท่านอิมามอะลี อ. นิ่งเงียบในเรื่องสิทธิของท่าน

divider

 

“ถ้าท่านอิมามอะลี รู้ตัวว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์แต่งตั้งท่านให้เป็นค่อลีฟะฮ์ ทำไมท่านจึงนิ่งเงียบในเรื่องสิทธิของท่าน..? ท่านเป็นคนกล้าหาญ ไม่กลัวใครเลยสักคน และศ่อฮาบะฮฺทุกคนกลัวท่าน” จริงไหม ?

ท่านอิมามอะลี อ. ได้ประท้วงต่อพวกเขาในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เป็นการกระทำที่ปราศจากความรุนแรง และท่านอิมามอะลี อ. ไม่เคยใช้ความพยายามบังคับคนที่ให้ทำการบัยอะฮ์ ในเมื่อคนเหล่านั้น มีจิตใจโน้มเอียงไปยังคนอื่น จะด้วยความอิจฉาที่อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงประทานความดีงามของพระองค์แก่ท่าน อ. หรืออาจเป็นไปด้วยความเคียยดแค้นต่อท่าน อ.  เพราะเหตุว่าท่าน อ. เคยสังหารบุคคลสำคัญในหมู่พวกเขาเหล่านั้น ท่านเคยล้มคนกล้าในหมู่พวกเขา ท่านเคยโจมตีแสกหน้าของพวกเขา

ท่านเคยทำให้พวกเขาตกต่ำ และเคยทำลายความองอาจอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา ด้วยคมดาบและด้วยความกล้าหาญของท่าน จนกระทั่งพวกเขาต้องยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม และในขณะเดียวกันนั้น ท่านก็เป็นผู้รองรับดูดซับวิชาการจากท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ผู้เป็นบุตรของท่านอา โดยมิเคยหวาดหวั่นต่อคำครหาของมนุษย์ และไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะทำลายความตั้งใจของท่านได้

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีด้วยความตระหนักในจิตใจ ในทุกโอกาสท่านจึงกล่าวถึงคุณงามความดีของพี่น้องของท่านและบุตรของลุงของท่าน เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นรักต่อท่านโดยท่าน ศ. กล่าวว่า

حُبُّ عليٌّ إِيمانٌ وبُغْضُهُ نِفَاقٌ

ความรักที่มีต่ออะลีคือความศรัทธา ความโกรธเกลียดอะลี คือ การเป็นมุนาฟิก(ศ่อฮีฮฺมุสลิม” เล่ม 1 หน้า 61)

عليٌّ مني وأنا مِنْ عليٍّ

 “อะลีมาจากฉัน และฉันมาจากอะลี (ศ่อฮีฮฺบุคอรี” เล่ม 3 หน้า 168)

عليٌّ وليُّ كلِّ مؤمن بعدي

อะลีเป็นวะลีของผู้ศรัทธาทุกคนภายหลังจากฉัน”(มุซนัดอะฮฺมัด” เล่ม 5 หน้า 25, “มุซตัดร็อกฮากิม” เล่ม 3 หน้า 124)

 یَا عَلِیُّ إِنَّکَ سَیِّدُ الْمُسْلِمِینَ وَ إِمَامُ الْمُتَّقِینَ وَ قَائِدُ الْغُرِّ الْمُحَجَّلِینَ وَ یَعْسُوبُ الدِّینِ

โอ้ อะลี แท้จริงเจ้าคือประมุขของมวลมุสลิม และเป็นอิมามของมุตตะกีน และเป็นผู้นำของบรรดาคนเคร่งครัดต่อศาสนา” (มุนตะค็อบ กันซุล-อุมมาล” เล่ม 5 หน้า 34)

แต่ยังมีเรื่องน่าเสียใจที่ว่า ยิ่งมีเรื่องเช่นนี้ และคำพูดแบบนี้มามากเท่าใด แรงริษยาอาฆาตของพวกเขาก็จะทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. จึงได้เรียกท่านอิมามอะลี อ. เข้าพบก่อนท่าน ศ. จะถึงแก่กรรม โดยกอดคอท่าน อ. ไว้แล้วร้องไห้ แล้วกล่าวกับท่านอิมามอะลี อ. ว่า :

یا علی: إنی أعلم ان لک ضَغائِنُ فی صُدُورِ أقْوامٍ لا یبْدُونَها لَک إلّا مِنْ بَعْدی. فَإِنْ بَایِعُوکَ فاقبل وإلا فاصبر حتى تلقانی مظلوماً

โอ้ อะลีเอ๋ย แท้จริงฉันรู้ดีว่า เจ้าเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางในจิตใจของคนพวกหนึ่งอยู่ พวกเขาจะเปิดเผยมันให้ปรากฏแก่เจ้าภายหลังจากฉันสิ้นไปแล้ว ดังนั้นถ้าหากว่าพวกเขาให้บัยอะฮฺต่อเจ้า เจ้าก็จงยอมรับเถิด แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น เจ้าก็จงอดทน จนกว่าจะได้พบกับฉันในฐานะที่ได้รับความอธรรม (อัร-รยาฏุน-นัฏเราะฮฺ” ในเรื่อง “มะนากิบ อะชะเราะฮฺ ของฏ็อบรี บท “ฟาฏออิล ของอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ”)

ดังนั้นเมื่อท่านอะลี อ. จำเป็นต้องอดทนหลังจากมีการให้บัยอะฮ์ต่ออะบูบักร์ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะคำสั่งเสียของท่านศาสนทูต ศ. ที่ให้ไว้กันท่าน และนี่คือฮิกมะฮ์อันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย