หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ ประวัติศาสตร์ที่ควรรู้ |บทลงโทษจากอัลลอฮ์สำหรับผู้ปฏิเสธวิลายะฮ์ของท่านอิมามอะลี อ.

ประวัติศาสตร์ที่ควรรู้ |บทลงโทษจากอัลลอฮ์สำหรับผู้ปฏิเสธวิลายะฮ์ของท่านอิมามอะลี อ. [เหตุการณ์ที่สอง]

210

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

บทลงโทษจากอัลลอฮ์สำหรับผู้ปฏิเสธวิลายะฮ์ของท่านอะลี อ.

divider

ประวัติศาสตร์ที่ควรรู้ |บทลงโทษจากอัลลอฮ์สำหรับผู้ปฏิเสธวิลายะฮ์ของท่านอิมามอะลี อ. [เหตุการณ์ที่สอง]

เหมือนกับว่า อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงประสงค์ที่จะให้เรื่องวิลายะฮฺของท่านอะลี อ. เป็นข้อทดสอบสำหรับมวลมุสลิมกล่าวคือ ทุกๆ บทตอน จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะเอกองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงมีความปรีชาเป็นเลิศต่อปวงบ่าวพระองค์ มิได้เอาโทษคนรุ่นหลังด้วยเหตุแห่งการกระทำของคนรุ่นแรก วิทยปัญญาของพระองค์ที่ประทานให้ในเหตุการณ์นั้น มีปรากฏการณ์อีกสิ่งหนึ่งซึ่งดูคล้ายกับเป็นเรื่องมุอฺญิซาต ที่อยู่เคียงข้างประชาชาตินี้ โดยบรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ถ่ายทอดต่อๆ กันมา

บทลงโทษผู้ที่ปกปิดการยืนยันถึงเหตุการณ์ในเฆาะดีรและต้องประสบกับโทษทันฑ์ตามที่ท่านอิมามอะลี อ. ขอ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อท่านอะลี อ. ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นค่อลีฟะฮฺอันเป็นวันที่ประชาชนทั้งหลายชุมนุมกันในอัร-เราะฮฺบะฮฺ

قام الإمام علی (علیه السلام) أحد أیام خلافته، إذ جمع الناس فی الرحبة ونادى من فوق المنبر ثُمَّ قَالَ لَهُمْ أَنْشُدُ اللَّهَ كُلَّ امْرِئٍ مُسْلِمٍ سَمِعَ رَسُولَ اللَّه يَقُولُ يَوْمَ غَدِيرِ خُمٍّ: “من کنت مولاه فعلی مولاه” إلا قام فشهد بما سمع من کلام رسول الله (صلى الله علیه وآله وسلم)، ولا یقم إلا من رآه بعینیه وسمعه بأذنیه”. فقام ثلاثون صحابیا منهم ستة عشر بدریا، فشهدوا أنه (صلى الله علیه وآله وسلم) أخذ بیده  فقال للناس: “أتعلمون أنی أولى بالمؤمنین من أنفسهم؟ قالوا: نعم، فقال (صلى الله علیه وآله وسلم): من کنت مولاه فهذا مولاه، اللهم وال من ولاه، وعاد من عاداه 
ولکن بعض الصحابة ممن حضروا واقعة الغدیر أقعدهم الحسد أو البغض للإمام ، فلم یقوموا للشهادة ومن هؤلاء أنس بن مالک، حیث نزل إلیه الإمام علی (علیه السلام) من المنبر وقال له: ما لک یا أنس لا تقوم مع أصحاب رسول الله(صلى الله علیه وآله وسلم)  فتشهد بما سمعته منه یومئذ کما شهدوا؟
فقال: یا أمیر المؤمنین! کبرت سنی ونسیت !! فقال الإمام علی (علیه السلام): إن کنت کاذبا فضربک الله ببیضاء لا تواریها العمامة.
یقول الروای: فما قام حتى أبیض وجهه برصا، فکان بعد ذلک یبکی ویقول: أصابتنی دعوة العبد الصالح لأنی کتمت شهادته
وهذه القصة مشهورة ذکرها ابن قتیبة فی کتاب “المعارف” حیث عد أنسا من أصحاب العاهات فی باب البرص وکذلک ذکرها الإمام أحمد بن حنبل فی مسنده حیث قال : فقاموا إلا ثلاثة لم یقوموا فأصابتهم دعوته و هؤلاء الثلاثة بروایة البلاذری  هم: أنس بن مالک والبراء بن عازب ، وجویر بن عبد الله البجلی ، فأعادها فلم یجبه منهم أحد فقال (علیه السلام): اللهم من کتم هذه الشهادة وهو یعرفها فلا تخرجه من الدنیا حتى تجعل به آیة یعرف بها .
قال : فبرص أنس بن مالک ، وعمی البراء بن عازب ، ورجع جریر أعرابیا بعد هجرته فمات فی بیت أمه
وهذه القصة مشهورة تناقلها جمع کبیر من المؤرخین

ท่านอะลี อ. ได้ประกาศมาจากมิมบัรว่า “จงยืนยันต่ออัลลอฮ์ ซ.บ. เถิด สุภาพบุรุษมุสลิมทุกคนที่ได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. กล่าวในวันเฆาะดีรคุมว่า :

“ผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา อะลีก็เป็นเมาลาของเขาเช่นกัน จะต้องลุกขึ้นยืนแล้วยืนยันในสิ่งที่ตนได้ยิน และอย่าได้มีใครลุกขึ้นยืนนอกจากคนที่ได้เห็นท่านด้วยตัวเอง”

จึงได้มีคนลุกขึ้นยืน 30 คนในบรรดาศ่อฮาบะฮฺส่วนหนึ่งนั้นเป็นชาวบัดรี(เคยร่วมรบในสมรภูมิบะดัร) พวกเขายืนยันว่า ท่านนบี ศ. ได้จับมือของท่านอะลี อ. แล้วกล่าว กับประชาชนว่า

“พวกท่านรู้หรือไม่ว่าฉันผู้มีอำนาจเหนือมวลผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง ?”

พวกเขากล่าวว่า “ใช่แล้ว”

ท่านนบี ศ. “ผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้น ผู้นี้ก็เป็นเมาลาของเขาด้วย โอ้อัลลอฮฺ โปรดคุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อผู้ที่เป็นศัตรูกับเขา”

แต่ทว่ามีศ่อฮาบะฮฺบางคน ซึ่งเป็นคนที่เคยได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์วันเฆาะดีร กลับนั่งเฉยด้วยความอิจฉา หรือด้วยความชิงชังต่อท่านอิมาม อ. พวกเขาไม่ลุกขึ้นยืนยัน บรรดาคนเหล่านี้ มีท่านอะนัซ บินมาลิก รวมอยู่ด้วย ท่านอิมามอะลี อ.  เดินลงมาจากมิมบัรมาหาเขา แล้วพูดกับเขาว่า

“ทำไมเล่าท่านอะนัซถึงไม่ยืนขึ้นพร้อมกับศ่อฮาบะฮฺของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ อ.  แล้วยืนยันไปในสิ่งที่ท่านได้ฟังมาจากท่านศาสดาในวันนั้น เหมือนอย่างที่พวกเขาเหล่านั้นยืนยันไปแล้ว ?”

เขากล่าวว่า โอ้อะมีรุ้ลมุอฺมินีน อายุของฉันก็แก่มากแล้ว และฉันก็ลืมเลือนไปแล้ว!!

ท่านอิมามอะลี อ. กล่าวว่า “หากท่านพูดโกหก ขอให้อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงลงโทษท่านด้วยโรคเรื้อนที่ผ้าโพกศีรษะก็มิอาจปิดบังได้”

ทันทีที่เขาลุกขึ้นยืนก็ปรากฏว่าใบหน้าของเขามีสีขาวเพราะโรคเรื้อนหลังจากนั้นเขาก็ร้องไห้ แล้วกล่าวว่า

“คำขอดุอาอฺของบ่าวที่ศอลิฮฺได้มาประสบแก่ข้าพเจ้าแล้ว เพราะว่าข้าพเจ้าปกปิดการยืนยันเรื่องของเขา”

นี่คือประวัติที่เลื่องลือกันอย่างมาก โดยท่านอิบนุกุตัยบะฮฺได้บันทึกไว้ในหนังสือ “มะอาริฟ”(อัล-มะอาริฟ” ของอิบนุกุตัยบะฮฺ หน้า 251) ซึ่งเขาได้จัดให้อะนัซเป็นศ่อฮาบะฮฺผู้ประสบความเสียหาย ในหมวดว่าด้วย “เรื่องโรคเรื้อน” และเช่นเดียวกับอิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล ได้กล่าวไว้ในหนังสือมุซนัดของท่าน(มุซนัด อะฮฺมัด บินฮัมบัล” เล่ม 1 หน้า 119) ซึ่งท่านกล่าวว่า :

แล้วพวกเขาก็ยืนขึ้น ยกเว้นสามคนเท่านั้น ซึ่งคำขอดุอาฮฺของท่านอะลี อ.  ก็ได้ประสบกับพวกเขา

เราควรจะได้กล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้เกี่ยวกับบุคคลทั้งสามที่อิมามอะฮฺมัด ได้เอ่ยถึงโดยริวายัตของบะลาซุรี(อันซาบุล-อัชรอฟ” ของบะลาซุรี เล่ม 1 และ เล่ม 2 หน้า 152) ท่านได้กล่าวหลังจากพูดถึงท่านอะลี อ. ที่เรียกร้องให้ทำการยืนยันว่า ท่านอะนัซ บินมาลิก ท่านบัรรอฮฺ บินอาซิบ ท่านญะรีร บินอับดุลลอฮฺ อัล-บัจลี นั่งอยู่ข้างล่างมิมบัร แม้ท่านอะลี อ. จะทบทวนคำถามซ้ำ เขาก็มิได้ตอบท่านเลยสักคน ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า

“โอ้อัลลอฮฺ ใครที่ปกปิดการเป็นพยานในเรื่องนี้ ทั้งๆที่รู้ดีแก่ใจเป็นอย่างดี ก็ขออย่าให้เขาตายจากโลกนี้ไปก่อน จนกว่าจะทรงบันดาลให้เกิดสัญญาณอย่างหนึ่งสำหรับเขาจนให้เป็นที่รู้กันด้วยเถิด”

ท่านได้เล่าว่า : ปรากฏว่าอะนัซ บินมาลิก เป็นโรคเรื้อน บัรรอฮฺ บินอาซิบ ต้องตาบอดส่วนญะรีร ได้เดินทางกลับบ้านเมืองหลังจากที่เคยอพยพมาแล้ว เขาได้ประสบภัยร้าย แล้วถึงแก่ความตายที่บ้านของมารดา

นี่คือประวัติอันเป็นที่เลื่องลือ ตามที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ได้บอกเล่าต่อๆ กันมา(ตารีคดิมชกฺ” เล่ม 2 หน้า 7, “อะบะกอตุ้ลอันวาร” เล่ม 2 หน้า 309)

ขอให้คิดใคร่ครวญดูเถิด ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย