หน้าแรก อะห์ลุลบัยต์ บท “บะรออะฮ์” คือตัวชี้วัดในหมู่ศ่อฮาบะฮ์นบี ว่า ใครประเสริฐสุด

บท “บะรออะฮ์” คือตัวชี้วัดในหมู่ศ่อฮาบะฮ์นบี ว่า ใครประเสริฐสุด

422

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

คำแถงการโองการบท “บะรออะฮ์”

divider

บท “บะรออะฮ์” คือตัวชี้วัดในหมู่ศ่อฮาบะฮ์นบี ว่า ใครประเสริฐสุด

เท่าที่ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงการปกครองของท่านนบีมุฮัมมัด ศ. ได้บทสรุปว่า “ครั้งเดียวที่เป็นความภาคภูมิใจของท่านอบูบักรซึ่งได้รับเกียรติจากท่านนบี ศ. ให้เป็นตัวแทนของท่านอย่างเป็นทางการ ก็คือ ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองคาราวานนำฮุจญาจฮ์ไปประกอบพิธีฮัจญ์ หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า “ถูกแต่งตั้งให้เป็นแซะนำฮัจญ์” แต่ท้ายที่สุดท่านนบี ศ. ก็เปลี่ยนตัว เพราะภาระกิจใหม่ที่สำคัญกว่า ที่ต้องใช้บุคลากรของพระเจ้า ที่ถูกกำหนดโดยพระเจ้าเท่านั้น นั่นคือ คำแถงการโองการบท “บะรออะฮ์”
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า :

เมื่อถึงฤดูของการประกอบพิธีฮัจญ์ แห่งปี ฮ.ศ. 9 มาถึง มุฮัมมัดศาสนทูตแห่งพระเจ้า มีหน้าที่รัดตัวอยู่ด้วยกันมากมายหลายประการที่จำเป็นจะต้องจัดการให้ลุล่วงไปในทันที ฉะนั้นท่านจึงไม่อาจสามารถละออกไปจากนครมะดีนะฮ์ได้ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงส่งท่านอบูบักรไปยังนครมักกะฮ์ในฐานะผู้นำกลุ่มที่ประกอบด้วยฮุจญาจจำนวนสามร้อยคน เพื่อไปประกอบพิธีการทำฮัจญ์
อบูบักรและฮุจญาจจึงเดินทางออกจากนครมะดีนะฮ์ แต่หลังจากพวกเขาได้เดินทางออกไปเพียงวันเดียว ท่านศาสดาได้รับโองการมาใหม่จากฟากฟ้า มีชื่อเรียกว่า “บะรออะฮ์” หรือ อัตเตาบะฮ์ อันเป็นบทที่ 9 ของอัลกุรอาน และท่านถูกบัญชาลงมาให้เป็นผู้อ่านประกาศด้วยตนเอง ณ นครมักกะฮ์ หรือโดยการแต่งตั้งผู้แทนจากครอบครัวของท่าน แต่ไม่ใช่ผู้อื่น
เพื่อให้เป็นไปตามพระบัญชาขององค์พระผู้อภิบาลดังกล่าว ท่านศาสดา ศ. ได้เรียก อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ มา และได้มอบอูฐของท่านให้เขาใช้ขี่ไป และได้มีคำสั่งให้เขานำโองการที่ได้รับมาใหม่นี้ไปยังนครมักกะฮ์ เพื่อไปประกาศ ณ ที่นั้น ต่อหน้าผู้คนที่มาชุมนุมกันในเทศกาลของการทำฮัจญ์ ซึ่งรวมทั้งผู้เป็นมุสลิมและพวกโง่เขลาป่าเถื่อ

อิมามอะลี อ. ปฏิบัติภารกิจของท่านด้วยความมุ่งมั่น และจงรักภักดีอย่างเช่นเคย ท่านเดินทางไปถึงเมืองอันศักดิ์สิทธิ์นี้ทันเวลาเทศกาลของการชุมนุมในทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่พอดี

ท่านได้ลุกขึ้นยืนท่ามกลางฝูงชนที่มาร่วมชุมนุมกัน และประกาศตนว่าเป็นผู้ถือสาส์นของศาสดา ซึ่งเป็นพระบัญชาที่มีความสำคัญ จากนั้นท่านจึงอ่านบทที่ได้รับมอบหมายมาให้อ่าน นั้นคือ อ่าน 13 โองการแรกจากซูเราะห์อัตเตาบะฮ์
ภายหลังที่ได้อ่านประกาศโองการนี้จบแล้ว อิมามอะลี อ. กล่าวเสริมต่อไปว่า

“ ฉันได้รับคำสั่งมาว่า ให้ประกาศต่อพวกท่านว่า จะไม่มีผู้ปฏิเสธคนใดจะได้เข้าสวรรค์ จะไม่มีผู้กราบไหว้เทวรูปคนใดได้รับอนุญาตให้ประกอบพิธีฮัจญ์ หลังจากปีนี้ต่อไปอีกแล้ว และจะไม่มีผู้ใดมาเวียนรอบบ้านของพระเจ้าด้วยร่างกายเปลือยเปล่า ผู้ใดก็ตามที่มีสนธิสัญญากับท่านศาสดาก็จะได้รับการเคารพจนกระทั่งจบสิ้นสัญญา อนุญาตให้เป็นเวลาสี่เดือนที่เผ่าทุกๆเผ่าจะได้เดินทางกลับไปยังเขตแดนของพวกตนด้วยความปลอดภัย ภายหลังจากนั้นแล้วพันธะของท่านศาสดาเป็นอันสิ้นสุดยุติ ”
ที่ชุมนุมอันกว้างใหญ่ขอการประกอบพิธีฮัจญ์ สดับฟังอย่างสงบจนกระทั่งอิมามอะลี อ. พูดจบ จากนั้นพวกเขาจึงแยกย้ายกันออกไป และกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน เพื่อแจ้งให้กับบรรดาเผ่าทั้งหลายทั่วคาบสมุทรทราบถึงกฎหมายอันเด็ดขาด ซึ่งพวกเขาได้ยินมาจากปากของอาลี
ฤดูการทำฮัจญ์ของปี ฮ.ศ. 9 จึงเป็นปีสุดท้ายที่พวกอาหรับผู้กราบใหว้เทวรูปจะได้มีโอกาสมาชุมนุมกันในเขตแดนของกะบะฮ์หรือในนครมักกะฮ์ และนับเป็นความโปรดปรานของพระเจ้าที่ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ ข้าทาสผู้เป็นที่โปรดปรานของพระองค์ควรเป็นผู้ยุติการกราบไหว้เทวรูปในแผ่นดินอารเบียตลอดไป ด้วยการอ่านประกาศของพระองค์
ในการประกาศที่มีนาซึ่งตรงกับ ฮ.ศ. 9 อันเป็นนโยบายของรัฐแห่งรัฐบาลอิสลาม อะลี คือ “เครื่องมือ”ของพระเจ้า เช่นเดียวกับในปี ฮ.ศ.7 เขาเปรียบเสมือนเป็น “ มือ ” ของพระจ้าที่พิชิตคอยบัรเพื่ออิสลาม และได้วางรากฐานของอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดิน
เรื่องราวของการประทานบทบะรออะฮ์ และการอ่านประกาศบทนี้นั้นเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า
  • อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ เป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวท่านศาสดามุฮัมมัด ศาสนทูตแห่งพระองค์
  • หน้าที่ของมุฮัมมัด ศาสนทูตของพระเจ้า เมื่อท่านไม่อยู่สามารถที่จะปฏิบัติแทนได้โดยเฉพาะอาลีเท่านั้น จะเป็นบุคคลอื่นไม่ได้
  • ผู้แทนหรือผู้สืบแทนของมุอัมมัดศาสนทูตแห่งพระเจ้า สามารถจะเลือกมาได้ก็โดยเฉพาะตัวขององค์พระเจ้าเองหรือไม่ก็ศาสนทูตของพระองค์เท่านั้น แต่ไม่ได้เลือกโดยอุมมะฮ์
  • อิมามอะลี คือ ผู้ที่เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติสูงที่สุด ที่จะเป็นผู้แทนของศาสนทูตของพระเจ้าและไม่มีใครที่จะมีความสามารถดีไปกว่าเขา
  • ภารกิจที่สำคัญที่สุดของหัวหน้าของรัฐอิสลาม ก็คือการประกาศพระบัญชาต่างๆของพระเจ้าบนหน้าโลกนี้ ถึงแม้อบูบักรจะปรากฏตัวอยู่ที่นครมักกะฮ์แล้วก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ประกาศพระบัญชาของพระเจ้า นั้นคือ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ จะต้องเป็นผู้ประกาศพระบัญชา
เมื่ออบูบักรและอิมามอะลี อ. เดินทางกลับมายังนครมะดีนะฮ์แล้ว อบูบักรได้แสดงความประหลาดใจและความไม่พอใจที่เขาไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประกาศโองการอันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดนี้ เพราะมันดูจะเกี่ยวข้องอยู่กับภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายไว้แต่ต้น แต่เขาถูกทำให้สงบลงได้ด้วยคำยืนยันรับรองที่ว่า โองการที่ได้รับใหม่ทั้งหมดนี้ “จะต้องถูกประกาศโดยตัวของท่านศาสดาเอง หรือจากบางคนที่มาจากครอบครัวของท่านเท่านั้น”

حَدَّثَنَا وَكِيعٌ، قَالَ: قَالَ إِسْرَائِيلُ: قَالَ أَبُو إِسْحَاقَ: عَنْ زَيْدِ بْنِ يُثَيْعٍ، عَنْ أَبِي بَكْرٍ: أَنَّ النَّبِيَّ (ص) بَعَثَهُ بِبَرَاءَةٌ لِأَهْلِ مَكَّةَ: لَا يَحُجُّ بَعْدَ الْعَامِ مُشْرِك، وَلَا يَطُوفُ بِالْبَيْتِ عُرْيَانٌ، وَلَا يَدْخُلُ الْجَنَّةَ إِلَّا نَفْسٌ مُسْلِمَةٌ، مَنْ كَانَ بَيْنَهُ وَبَيْنَ رَسُولِ اللَّهِ (ص) مُدَّةٌ، فَأَجَلُهُ إِلَي مُدَّتِهِ، وَاللَّهُ بَرِيءٌ مِنَ الْمُشْرِكِينَ وَرَسُولُهُ، قَالَ: فَسَارَ بِهَا ثَلَاثًا، ثُمَّ قَالَ لِعَلِيٍّ رَضِيَ اللَّهُ تَعَالَي عَنْهُ: «الْحَقْهُ، فَرُدَّ عَلَيَّ أَبَا بَكْرٍ، وَبَلِّغْهَا أَنْتَ»، قَالَ: فَفَعَلَ، قَالَ: فَلَمَّا قَدِمَ عَلَي النَّبِيِّ (ص) أَبُو بَكْرٍ بَكَي، قَالَ: يَا رَسُولَ اللَّهِ، حَدَثَ فِيَّ شَيْءٌ؟ قَالَ: «مَا حَدَثَ فِيكَ إِلَّا خَيْرٌ، وَلَكِنْ أُمِرْتُ أَنْ لَا يُبَلِّغَهُ إِلَّا أَنَا، أَوْ رَجُلٌ مِنِّي

الشيباني، ابوعبد الله أحمد بن حنبل (المتوفي241هـ)، مسند أحمد بن حنبل، ج1، ص3، ناشر: مؤسسة قرطبة – مصر؛
أبو يعلي الموصلي التميمي، أحمد بن علي بن المثني (المتوفي307 هـ)، مسند أبي يعلي، ج1، ص100
ابن عساكر الدمشقي الشافعي، (المتوفي571هـ)، تاريخ مدينة دمشق وذكر فضلها وتسمية من حلها من الأماثل، ج42، ص348
السيوطي، جلال الدين أبو الفضل عبد الرحمن بن أبي بكر (المتوفي911هـ)، جامع الاحاديث (الجامع الصغير وزوائده والجامع الكبير)، ج13، ص159، حسب برنامج الجامع الكبير


وَحَدَّثَنَا عَلِيٌّ، نا عَفَّانُ، نا حَمَّادُ بْنُ سَلَمَةَ، عَنْ سِمَاكٍ، عَنْ أَنَسٍ أَنَّ النَّبِيَّ (ص) بَعَثَ بِبَرَاءَةَ مَعَ أَبِي بَكْرٍ الصِّدِّيقِ إِلَي أَهْلِ مَكَّةَ، فَقَالَ النَّبِيُّ (ص): ” رُدُّوهُ “، فَرَدُّوهُ، فَقَالَ أَبُو بَكْرٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ، مَا لِي أَأُنْزِلَ فِيَّ شَيْءٌ؟، قَالَ: ” لا، وَلَكِنِّي أُمِرْتُ أَنْ لا يَبْلُغَهَا إِلا أَنَا أَوْ رَجُلٌ مِنِّي “، فَدَفَعَهَا إِلَي عَلِيِّ بْنِ أَبِي طَالِبٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ

ابن الأعرابي، أبو سعيد أحمد بن محمد بن زياد بن بشر (المتوفی340هـ) معجم ابن الأعرابي، ج3، ص1031

الترمذي نقل فی سننه و النسائي فی کتاب خصائص علي (عليه السلام) نقل هذه الرواية هکذا:

حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ بَشَّارٍ، حَدَّثَنَا عَفَّانُ بْنُ مُسْلِمٍ، وَعَبْدُ الصَّمَدِ بْنُ عَبْدِ الْوَارِثِ، قَالَا: حَدَّثَنَا حَمَّادُ بْنُ سَلَمَةَ، عَنْ سِمَاكِ بْنِ حَرْبٍ، عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ، قَالَ: بَعَثَ النَّبِيُّ (ص) بِبَرَاءَةٌ مَعَ أَبِي بَكْرٍ ثُمَّ دَعَاهُ، فَقَالَ: ” لَا يَنْبَغِي لِأَحَدٍ أَنْ يُبَلِّغَ هَذَا إِلَّا رَجُلٌ مِنْ أَهْلِي، فَدَعَا عَلِيًّا فَأَعْطَاهُ إِيَّاهَا

الترمذي السلمي، ابوعيسي محمد بن عيسي (المتوفي 279هـ)، سنن الترمذي، ج5، ص275، ح309

 

ووقع في حديثِ علىٍ عند أحمدٍ لما نَزَلت عشرَ آياتٍ من براءةٍ بعث بها النبي (مسند أبي بكر الصديق) مع أبي بكر ليُقْرِأَها على أهلِ مكةٍ ثم دعاني فقال: «أدرك أبا بكر فحيثما لقيته فخذ منه الكتاب» فرجع أبو بكر فقال يا رسول الله نزل في شيء فقال لا إلا أنه لن يؤدي أو لكن جبريل قال لا يؤدي عنك إلا أنت أو رجل منك. قال العماد بن كثير ليس المراد أن أبا بكر رجع من فوره بل المراد رجع من حجته قلت ولا مانع من حمله على ظاهره لقرب المسافة

 

นับว่าเป็นความโปรดปรานของพระเจ้าที่ อะลี อิบนิ อบีฏลิบ ข้าทาสผู้เป็นที่โปรดปรานของพระองค์ควรเป็นผู้ยุติการกราบไหว้เทวรูปในแผ่นดินอารเบียตลอดไป ด้วยการอ่านประกาศของพระองค์

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่า “หากเป็นเรื่องสำคัญในอิสลาม และเป็นเรื่องที่มาจากเบื้องบน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ. ไว้วางใจผู้ใดให้ปฏิบัติหน้าที่”   แล้วเรื่องผู้นำภายหลังจากท่านศาสดา ศ. ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด ณ ตอนนั้นดอกหรือ ?….

เหตุการณ์นี้หากท่านใดต้องการจะไปศึกษาเพิ่มเติมและดูรายละเอียดสามารถไปดูได้จากตำราของชาวซุนนะห์ตามรายการข้างล่างนี้ได้เลยครับ…