หน้าแรก ประวัติศาสตร์ อัตชีวประวัติ 14 มะฮ์ซูม ตอน อาหรับยุคก่อนอิสลาม

อัตชีวประวัติ 14 มะฮ์ซูม [ประวัติศาสดามุฮัมมัด-บทที่1] ตอน อาหรับยุคก่อนอิสลาม[عرب جاهلية]

318

อาหรับยุคก่อนอิสลาม[عرب جاهلية]คาบสมุทรอาหรับเป็นแหล่งของศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามเกิดในคาบสมุทรนี้และเจริญเติบโตที่นี่ ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นที่ตั้งของนครมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ และเมืองทั้งสองของคาบสมุทรอาหรับนี้เองที่อิสลามอันสูงเด่นได้เจริญขึ้นมา

divider

ประวัติ 14 มะฮ์ซูม [บทที่1] ตอน อาหรับยุคก่อนอิสลา[عرب جاهلية]

เป็นธรรมเนียมของนักประวัติศาสตร์ ที่จะเริ่มประวัติศาสตร์ของภูมิภาคด้วยภูมิศาสตร์เพราะหากแต่ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และเงื่อนไขอีกมากหลายที่รวมกันเป็นอิทธิพล ซึ่งทำหน้าที่สืบทอดชั่วอายุคนรุ่นต่อรุ่น ก่อให้เกิดลักษณะของปัจเจกชนและประเทศชาติ และลักษณะที่ว่านี้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเกิดประวัติศาสตร์ของพวเกเรา

แผนที่โลกโบราณคาบสมุทรอาหรับ - ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ แผนที่ - อุปกรณ์นําทาง ภาพประกอบสต็อก
แผนที่โลกโบราณคาบสมุทรอาหรับ

คาบสมุทรอาหรับเป็นแหล่งของศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามเกิดในคาบสมุทรนี้และเจริญเติบโตที่นี่ ซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นที่ตั้งของนครมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ และเมืองทั้งสองของคาบสมุทรอาหรับนี้เองที่อิสลามอันสูงเด่นได้เจริญขึ้นมา และก่อตัวขึ้นอย่างจริงจัง ฉะนั้นการเข้าใจภูมิศาสตร์ของอารเบีย จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อความเข้าใจกระแสของประวัติศาสตร์อิสลาม

ซาอุดิอาระเบียเป็นคาบสมุทรใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3 ล้านตารางกิโลเมตร และในอดีตภูมิภาคนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

-1- ภาคเหนือและภาคตะวันตก เรียกว่า “ฮิญาซ” ( حجاز )

-2- ภาคกลางและภาคตะวันออก เรียกว่า “ทะเลทรายอาหรับ”  (الصحراء العربية )

-3- ภาคใต้ เรียกว่า “เยเมน”  ( يمن )

  • สภาพของชาวอาหรับก่อนการถือกำเนิดศาสนาอิสลาม

ในการเขียนประวัติศาสตร์อิสลาม ที่มักจะเริ่มด้วยการสำรวจสภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและศาสนาในคาบสมุทรอาหรับในยุคใกล้กับการประกาศคำสอนของศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ข้าพเจ้ายังคงยึดตามวาระนี้และจะกล่าวโดยย่อถึงสภาพทั่วไปในคาบสมุทรอาหรับในปลายศตวรรษที่หก และต้นศตวรรษที่เจ็ดแห่งคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า “ อาหรับแห่งยุคโฉดเขลา ” ( عرب جاهلية )

  • สภาพการเมืองการปกครอง

ลักษณะสำคัญที่สุดของชีวิตการเมืองของคาบสมุทรอาหรับก่อนอิสลาม ก็คือการไม่มีองค์กรทางการเมืองในรูปแบบใดทั้งสิ้น ไม่มีส่วนใดในคาบสมุทรอาหรับที่มีระบบการปกครองเลย และชาวอาหรับไม่เคยรู้จักอำนาจใดอื่นนอกจากอำนาจหัวหน้าเผ่าของตน อำนาจของหัวหน้าเผ่าส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับบุคลิกและอุปนิสัยของแต่ละบุคคล และเป็นเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมมากกว่าการเมือง

ประชากรของดินแดนอาหรับ

ประชากรของดินแดนอาหรับประกอบด้วยชน 2 เผ่า คือ

  1. ชนเผ่าเร่ร่อน ที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย ซึ่งจะย้ายถิ่นฐานไปทั่ว โดยไม่มีหลักแหล่ง
  2. ชนเผ่าที่อยู่กับที่ ซึ่งอาศัยอยู่ตามเมืองต่างๆ แคว้นฮิญาซกับอารเบียใต้มีเมืองใหญ่ไม่กี่เมือง แต่มีเมืองเล็กๆอยู่กระจัดกระจาย

คาบสมุทอาหรับเป็นที่อาศัยของเผ่าต่างๆ ตั้งแต่อดีตกาล ต้นสายตระกูลประชากรของดินแดนอาหรับที่มาจากชนเผ่าที่อยู่กับที่ ประกอบด้วย 3 เผ่าใหญ่ๆ คือ

1)- บาอิดะฮ์  ( بائده )  หมายถึง กลุ่มชนที่สูญสลาย เนื่องจากกลุ่มชนนี้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า จึงถูกลงโทษให้สูญเผ่าพันธ์  ซึ่งในบางทีอาจหมายถึงกลุ่มชนของ “อาด” และ “ษะมูด”ที่ถูกกล่าวไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน

2)- เกาะฮ์ฏอนี ( قحطانى ) คือกลุ่มชนที่เป็นลูกหลานของ “ยุฮ์ร็อบ บิน เกาะฮ์ฏอน” ซึ่งอาศัยอยู่ในเยเมน อยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรอาหรับ พวกเขาจึงได้ชื่อว่าชาวอาหรับดั้งเดิมหรือชาวเยเมนในปัจจุบัน รวมทั้งเผ่าของ “เอาซ์” และ ค็อชร็อจญ์ ( اوس و خزرج ) ที่ได้อาศัยในเมืองมะดีนะฮ์ ในช่วงเริ่มต้นของอิสลามล้วนมาจากชนเผ่า”เกาะฮ์ฏอน” ทั้งสิ้น

3)- อัดนานี ( عدناني ) คือ ชนเผ่าที่มาจากลูกหลานของท่านนบี “อิสมาอีล”บุตรของท่านนบีอิบรอฮีม

สรุปโดยย่อดังนี้ นบีอิบรอฮีมได้รับพระบัญชาให้พาบุตรของท่าน คือ อิสมาอีล พร้อมภรรยาคือท่าน “ฮาญัร” ให้ไปใช้ชีวิตยังเมืองมักกะฮ์ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงละออกจากแผ่นดินปาเลสไตน์ มุ่งหน้าไปยังแผ่นดินที่แห้งแล้งปราศจากทั้งน้ำและพืชพันธ์ แต่ด้วยความโปรดปรานจากเอกองค์อัลลอฮ์ พระองค์ทรงมอบตาน้ำ “ซัมซัม” ให้กับพวกเขา ท่านนบีอิสลมาอีลได้เชื่อมความสัมพันธ์กับเผ่า “ญุรฮุม” (جرهم) ซึ่งตั้งกระโจมอยู่บริเวณใกล้เมืองมักกะฮ์จนกระทั้งมีลูกหลาน จำนวนมาก และ “อัดนาน” ก็คือคนหนึ่งที่สืบขึ้นไปถึงท่านนบีอิสลมาอีล  ต่อมาบุตรหลานของอัดนานก็แบ่งออกเป็นหลายชนเผ่าเช่นกันหนึ่งในนั้น คือเผ่ากุเรชแห่งเมืองมักกะฮ์

ที่นครมักกะฮ์ ชนเผ่าที่มีอำนาจปกครองได้แก่เผ่ากุเรช ส่านที่เมืองยัษรับ(มะดีนะฮ์) ชนเผ่าที่ปกครองได้แก่ เผ่าอาหรับแห่ง เอาส์ กับ คอซรอจ (اوس و خزرج) ซึ่งในเวลาต่อมาถูกเรียกว่า “ชาวอันศอร”  และเผ่ายิวแห่งเมือง “บนี อัลนาดีร”(بني النضير )“บนีกอยนูกอ”( بني قينقاع ) และ“บนีกุรอยเซาะฮ์” (قريظة بني)

  • สภาพเศรษฐกิจ

ศูนย์กลางของเมืองที่สำคัญที่สุดของคาบสมุทรอาหรับได้แก่นครมักกะฮ์และยัษริบ(มะดีนะฮ์ในปัจจุบัน)ทั้งสองเมืองอยู่ในฮิญาซ พลเมืองส่วนใหญ่ของมักกะฮ์เป็นพ่อค้าวาณิช และผู้ให้กู้ยืมเงินมีขบวนคาราวานออกเดินทางในฤดูร้อนไปยังซีเรียและฤดูหนาวไปเยเมนนอกจากนี้ยังเดินทางไปบาห์เรนทางตะวันออกและอิรักทางตะวันออกเฉียงเหนือ การค้าขายของกองคาราวานเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจของนคร     มักกะฮ์  ชาวอาหรับในเมืองยัษริบทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม ส่วนชาวยิวประกอบอาชีพเป็นนักธุรกิจและนักอุตสาหกรรม แต่มิใช่ว่าชาวยิวจะเป็นนักธุรกิจและนักอุตสาหกรรมไปเสียทั้งหมดหากยังเป็นเกษตรกรจำนวนมาก และพวกนี้ได้ทำให้แผ่นดินไร้ประโยชน์กลายเป็นที่ดินเพื่อเกษตร

  • สภาพสังคม

คาบสมุทรอาหรับเป็นสังคมที่ผู้ชายครองอำนาจ ผู้หญิงไม่มีสถานภาพใดๆนอกจากเป็นวัตถุทางกามารมณ์ ยังมีประเพณีที่โหดร้ายที่สุดของอาหรับ ก็คือการฝังทารกหญิงของพวกเขา ทั้งเป็น แม้ว่าถ้าคนอาหรับจะไม่ต้องการฝังลูกสาวเขาทั้งเป็น เขาก็ยังต้องสนับสนุนประเพณีที่พวกเขาเรียกมันว่า “ ประเพณีแห่งเกียรติยศ ” นี้โดยไม่สามารถขัดขืนความกดดันทางสังคมได้

ชนเผ่าแรกที่ได้เริ่มต้นประเพณีที่ชั่วช้านี้ คือ ชนเผ่า “บนีตะมีม” มีการบันทึกไว้ว่านุอ์มานบินมุนซีร ผู้บัญชาการทหารอิรัก เขาได้นำกองกำลังทหารเพื่อการปรามปรามกลุ่มต่อต้านทั้งหลาย โดยนุอ์มานได้ยึดทรัพย์สินของพวกเขา และได้จับบรรดาสตรีของพวกต่อต้านเหล่านั้นไว้เป็นเชลยสงคราม ต่อมากลุ่มบรรดาผู้แทนของเผ่า “บนีตะมีม” เข้าพบ นุอ์มาน บิน มุนซีร เพื่อร้องขอให้เขาปล่อยเชลยเหล่านั้นที่มาจากเผ่าของตน แต่ปรากฏว่ามีเชลยสาวบางคนได้แต่งงานตอนอยู่ในคุกไปบ้างแล้ว

นุอ์มาน จึงให้คำแนะนำต่อหญิงสาวเผ่าบนีตะมีมว่า ให้พวกนางเลือกระหว่างตัดความสัมพันธ์กับผู้เป็นบิดาของพวกนาง หรือเลือกที่จะหย่าร้างกับสามีและเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของตน  บุตรสาวของ     “ กีส บิน อาศิม ” (หนึ่งในคณะหัวหน้าเจรจาเพื่อร้องขอให้ปล่อยเชลย) เลือกที่จะอยู่กับสามีของนาง ซึ่งสิ่งนี้สร้างความเจ็บปวดและความอับอายให้ผู้เป็นบิดา คือ กีส บิน อาศิม เป็นอย่างมาก และเขาก็เป็นผู้หนึ่งในคณะตัวแทนของเผ่าบนีตะมีมด้วย  เขาจึงสาบานกับตัวเองว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปเขาจะฆ่าบุตรสาวของตนทุกคนตั้งแต่แรกเกิดเลยทีเดียว และด้วยการกระทำนี้จึงเกิดประเพณีการสังหารสาวทั้งเป็นสืบต่อกันมา อัลกุรอานได้กล่าวถึงการกระทำที่ชั่วร้ายนี้ไว้ในซูเราะห์ อัตตักวี้ร โองการที่ 7-8 ว่า

وَإِذَا الْمَوْؤُودَةُ سُئِلَتْ  بِأَيِّ ذَنبٍ قُتِلَتْ

“และเมื่อทารกหญิงที่ถูกฝังทั้งเป็น(ได้ฟื้นคืนชีพในวันกิยามัต)จะถูกถามว่า ด้วยบาปอันใดหรือเธอจึงถูกสังหาร ?”

 

  • สภาพทางศาสนาในคาบสมุทรอาหรับก่อนอิสลาม

ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์อาหรับก่อนหน้าการเกิดศาสนาอิสลามมีหลักความเชื่อที่ผู้คนนับถืออยู่มากหลาย ดังนี้

  • ผู้สักการบูชาเจว็ดหรือถือพระเจ้าหลายองค์ นั้นหมายถึง ชาวอาหรับส่วนมากเป็นผู้เคารพบูชาเจว็ด แต่ละเผ่าจะมีเจว็ดที่เป็นเครื่องรางของตนเอง พวกเขาได้เปลี่ยนให้กะบะฮ์ในนครมักกะฮ์ซึ่งเชื่อกันตามรายงานว่า ท่านศาสดาอิบรอฮีมและอิสมาอีลผู้เป็นบุตรได้สร้างไว้ และอุทิศให้เป็นที่รับใช้พระเจ้าองค์เดียว กลายเป็นวิหารสำหรับที่สิงสถิตของเทวรูป ที่ทำด้วยไม้และหินจำนวน 360 รูป และเจว็ดที่พวกกุเรชนับถือมากที่สุดก็คือ “ ลาต และ อุซซา ”
  • พวกบูชาดวงดาวและดวงจันทร์ จะมาจากกลุ่มชนที่เป็นนักคิดของชาวอาหรับ
  • ยิว กล่าวกันว่าเมื่อชาวโรมันทำลายนครเยรูซาเล็มในปี ค.ศ. 10 และขับไล่ชาวยิว ออกจากปาเลสไตน์และซีเรีย คนเหล่านี้ได้พบบ้านใหม่ในแผ่นดินฮิญาซในดินแดนอารเบีย โดยอิทธิพลของพวกยิวทำให้ชาวอาหรับจำนวนหนึ่งหันมานับถือสาสนายูดาย ศูนย์กลางที่แข็งแกร่งอยู่ในเมืองต่างๆใน ยัษริบ คอยบัร ฟะดัก และอุมมุลกุรอ
  • คริสเตียน กล่าวกันว่าชาวโรมันได้เปลี่ยนชาวอาหรับภาคเหนือเผ่ากัซซานให้เป็นคริสต์ ศาสนิกชน เผ่ากัซซานบางตระกูลได้อพยพเข้ามาและตั้งรกรากในฮิญาซ ทางตอนใต้มีคริสต์ศาสนิกชนจำนวนมากอยู่ที่เยเมน ที่ๆมีการนำหลักความเชื่อถือเข้ามาเป็นครั้งแรกโดยผู้บุกรุกชาวเอธิโอเปีย ศูนย์กลางที่แข็งแกร่งคือ เมืองนัจรอน
  • การเชื่อถือพระเจ้าองค์เดียว คือกลุ่มคนที่ยึดถือพระเจ้าองค์เดียวเป็นกลุ่มเล็กๆในคาบสมุทรอาหรับ ในช่วงเริ่มแรกของการเกิดศาสนาอิสลาม คนในกลุ่มนี้ไม่สักการบูชาเจว็ด แต่เป็นผู้ปฏิบัติตามศาสดาอิบรอฮีมซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในตระกูลของศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)และอาลี บิน อบีฏอลิบ หรือสมาชิกส่วนใหญ่ของตระกูลบนูฮาชิม

 

  • สภาพทางการศึกษาของชาวอาหรับก่อนยุคอิสลาม

ประชาชนชาวฮิญาซได้ชื่อว่า “ อุมมี ” ( ไม่ได้รับการเรียนรู้จากที่ใด เป็นผู้ที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ) กล่าวคือ พวกเขาจะอยู่ในสภาพไม่ยอมเรียนรู้และรับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น สังเกตได้จากประวัติศาสตร์ที่บอกว่า เมื่อเริ่มแรกแห่งการประกาศศาสนาอิสลามนั้นมีชาวกุเรชเพียง  17 คนที่สามารถอ่านเขียนได้ ส่วนในเมืองยัษริบนั้นในหมู่ชาวเอาซ์และค็อซร็อจญ์ก็มีคนรู้หนังสือเพียง 11 คนเท่านั้น

บทสรุป. ในหน้าที่ผ่าน ๆ มา ได้มีการพยายามที่จะฉายให้เห็นภาพของสถานะทั่ว ๆ ไปของอารเบียและแนวการดำเนินชีวิตของชาวอาหรับก่อนการมาของอิสลาม “ ภาพ ” นี้เป็นของจริงแท้ ฉะนั้นหากเมื่อตัดสินไปตามภาพฉายนี้ก็ปรากฏให้เห็นว่า คาบสมุทรอาหรับก่อนอิสลามนั้นอยู่กันอย่างปราศจากมารยาททางสังคม หรือมีความลึกล้ำในทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใดและชาวอาหรับอยู่กันในสภาพเสื่อมทรามทางศีลธรรมและจิตวิญญาณที่ถูกจองจำ ชีวิตของพวกเขาไม่มีความหมายไม่มีจุดมุ่งหมายและทิศทางใดๆ จิตใจของมนุษย์ถูกพันธนาการและดูราวกับกำลังรอคอยสัญญาณหนึ่ง เพื่อทำการดิ้นรนอย่างขนานใหญ่เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการและให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ

สัญญาณนี้มีขึ้นในปี ค.ศ. 610 โดยมุฮัมมัดบุตรของอับดุลลอฮ์ ณ นครมักกะฮ์ เมื่อท่านได้ประกาศภารกิจของความเป็นศาสนทูตของท่าน และได้นำขบวนการหนึ่งออกมาซึ่งเรียกว่า “อิสลาม”  อันเป็นงานระดับโลก

อิสลามเป็นความจำเริญอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ชาติเท่าที่เคยมีมา อิสลามปลดปล่อยทั้งผู้ชายและผู้หญิงให้ได้รับอิสรภาพ โดยผ่านความยำเกรงต่อองค์พระผู้ทรงสร้าง ให้ปลอดพ้นจากความเป็นทาสในทุกรูปแบบของมัน มุฮัมมัดศาสนทูตแห่งพระเจ้าเป็นผู้ปลดปล่อยมวลมนุษยชาติที่สูงส่งที่สุด ท่านได้ปลดปล่อยมนุษย์จาก “ ขุมนรกแห่งชีวิต ”

คาบสมุทรอาหรับนั้น หากว่ากันโดยทางภูมิศาสตร์แล้วเป็นดินแดนที่อยู่รอบนอก และเป็นดินแดนแปลกถิ่นในทางการเมือง จนกระทั่งถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่เจ็ด ซึ่งนับจากนี้ เป็นต้นไปมุฮัมมัดได้บรรจุคาบสมุทรอาหรับเข้าไว้ในแผนที่ทางการเมืองของโลกโดยใช้เป็นเวทีของเหตุการณ์อันสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์ ท่านได้สร้างอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อสิ่งมีชีวิตทางด้านจิตใจและด้านจิตวิทยาขึ้นใหม่ทั้งหมด ผลงานของท่านได้นำมาซึ่งยุคสมัย ที่ถูกกล่าวเน้นย้ำไว้ในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของยุคหนึ่งและเป็นการเริ่มต้นของ อีกยุคหนึ่ง