หน้าแรก อะห์กาม เมื่อต้องแต่งงาน โดยผู้เป็นพ่อไม่ยินยอม…..

เมื่อต้องแต่งงาน โดยผู้เป็นพ่อไม่ยินยอม…..

157

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

เมื่อต้องแต่งงาน โดยผู้เป็นพ่อไม่ยินยอม…..

divider

เมื่อต้องแต่งงานโดยผู้เป็นพ่อไม่ยินยอม…..
วันนี้ได้มี ชาย-หญิง คู่หนึ่งมาหาข้าพเจ้าที่บ้าน เพื่อให้ข้าพเจ้าได้ทำการนิกะฮ์ให้แก่คนทั้งสอง
แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องนำเรื่องนี้มาเล่า เพราะมองเห็นถึงปัญหาที่หมักหมม และกรณีเช่นนี้มีบ่อยมากในสังคมมุสลิมเราในปัจจุบัน นั่นคือ “ผู้หญิงต้องหนีออกจากบ้านและแต่งงานโดยไม่ได้ขออนุญาตจากวะฮ์ลี(ผู้ปกครอง)”
ที่เล่าให้ฟังเป็นอีกกรณีหนึ่งที่คล้ายๆกัน คือ ผู้หญิงมานิกะห์โดยผู้เป็นพ่อไม่มาด้วย
ข้าพเจ้าได้ถามนางถึงสาเหตุที่จะนิกะห์ โดยพ่อไม่มาร่วมด้วย
นางตอบว่า นางมีอายุ 27 ปีแล้ว นางต้องการแต่งงานกับชายคนนี้ตามกฏเกณฑ์ของอัลลอฮ์ ซ.บ. และศาสนทูตของพระองค์ ศ. (ผ่านพิธีการอ่านอักด์)
แต่เนื่องจากบิดาของนางไม่ชอบชายคนนี้ด้วยเหตุผลทางสังคม(ไม่ใช่เหตุผลทางศาสนา)จึงไม่อนุญาติให้นางแต่งใหม่กับชายคนที่นางรัก
นางจึงถามข้าพเจ้ากลับว่า เนื่องจากนางอยู่ในวัยบรรลุตามศาสนบัญญัติแล้ว(รอชีดะฮ์)และนางก็เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว(และได้เลิกราต่อกันกับสามีเก่าแล้วสองปี กว่า ๆมีลูกด้วยกันหนึ่งคน) อยากทราบว่า ในกรณีเช่นนี้หากไม่ได้รับการยินยอมจากบิดา ในหลักการของศาสนาให้สิทธิแก่นางในการแต่งงานใหม่กับคนที่นางรัก หรือไม่ ?
ก่อนผมจะให้ทุกท่านดูว่าผมตอบนางอย่างไร อยากนำให้ทุกคนได้ขบคิด เรื่องนี้กันสักนิด เพื่อหาทางออกไม่ให้ชาย-หญิงต้องไปทำซีนา
ซึ่งปัญหานี้นอกจากที่กล่าวไว้ ยังได้ก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างบิดาและบุตรสาว จนกระทั่งบางเกสได้มีการตัดขาดจากกัน และมีเป็นจำนวนมากเลยทีเดียวที่ปรากฏว่า บิดาตัดขาดจากลูกสาวของตนด้วยสาเหตุที่มีการหนีออกจากบ้านกับผู้ชายที่ตนชอบเพื่อไปแต่งงานด้วยกัน
และการตัดขาดอย่างนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาติดตามมาในภายหลัง เพราะส่วนใหญ่แล้ว บิดามักจะดำเนินการถึงขั้นที่ไม่ยอมมอบมรดกให้กับลูกสาวของตนเอง ในที่สุดหญิงสาวผู้นั้นก็ได้กลายเป็นศัตรูกันกับพี่น้อง ซึ่งต่างก็ได้ตัดขาดจากความเกี่ยวข้องใดๆ ในฐานะพี่น้อง ซึ่งนางก็จะมีความอาฆาตพยาบาทพวกเขาเหล่านั้นกันอีกต่อไป
(ย้อนกลับมาที่คำถามเดิมที่ผู้มานิกะห์ได้ถามข้าพเจ้า)
ข้าพเจ้าได้ตอบนางไปว่า :
หากมองในมุมของศาสนาตามมัซฮับมาลิกี ชาฟีอีย์ ก็จะให้ความเห็นไว้ว่า : หญิงสาวบริสุทธ์นั้นจะไม่สามารถแต่งงานได้นอกจากจะต้องมีผู้ปกครอง แม้กระทั่งนางจะเป็นหม้ายก็ยังจะต้องมีผู้ปกครองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในการแต่งงาน กล่าวคือ ไม่ยินยอมให้นางใช้สิทธิแต่ฝ่ายเดียว หากแต่จำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองด้วย
ส่วน อะบูฮะนีฟะฮ์ หรืออิมามฮะนาฟีฮ์ เห็นว่า หญิงสาวที่มีอายุบรรลุสู่วัยทางศาสนบัญญัติแล้วนั้นไม่ว่าจะเป็นหญิงบริสุทธิ์หรือหญิงหม้ายก็ตาม นางมีสิทธิ์โดยอิสระในการที่จะจัดการแต่งงานได้ตามลำพัง นางสามารถกล่าวประโยคสัญญา “อักด์” ด้วยตัวของนางเองได้
ส่วนแนวทางอะห์ลุลบัยต์ ชีอะห์อิมามียะห์ นั้น ระบุไว้ชัดเจนว่า หญิงสาวบริสุทธิ์ที่ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อนจำเป็นต้องได้รับอนุญาติและการยินยอมจากผู้ปกครองก่อน ส่วนหญิงหม้าย นางมีสิทธิ์โดยอิสระในการที่จะจัดการแต่งงานได้ตามลำพัง นางสามารถกล่าวประโยคสัญญา “อักด์” ด้วยตัวของนางเองได้
แล้วเธอจะอ่านคำนิกะฮ์ตามฟิกฮ์ของมัซฮับใด ละ ? ข้าพเจ้าถามนาง !!!
ตรงนี้เองที่ข้าพเจ้าสังเกตุเห็นรอยยิ้ม และความสุขปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง และทำให้นางได้เข้าใจว่า ศาสนา คือสิ่งที่สวยงามเสมอ
เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า จึงไม่ตำหนิเด็กสาวในยุคปัจจุบันบางส่วนที่ปฏิเสธศาสนาของตนเอง อันเนื่องมาจากความแข็งกร้าว และการกดขี่จากผู้เป็นบิดาทั้งหลายที่ไม่เข้าใจหลักการของศาสนาจริงๆ
ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าสิทธิของสตรีเป็นจำนวนมากที่ได้ถูกสกัดกั้นไว้ในกรอบของความขัดแย้งทางมัซฮับ ลบขีดเส้นเเบ่ง ด้วยคำว่า มัซฮับ แล้วทิ้งมันไป นำคำสอน “มุฮัมมะดีย์” กลับคืนสู่สังคม แล้วเราจะประจักษ์ชัดว่า “ผู้คนมีความสุขที่ได้อยู่ในคำสอนของศาสนา”
CR.. เชคอันซอร เหล็มปาน