หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ ท่านอบูบักรสั่งฆ่าศ่อฮาบะฮ์นบี ศ. ในข้อหาไม่ยอมจ่ายซะกาต หรือว่าบทลงโทษของการไม่ยอมจ่ายซะกาต คือการประหารชีวิตหรือ..?

ท่านอบูบักรสั่งฆ่าศ่อฮาบะฮ์นบี ศ. ในข้อหาไม่ยอมจ่ายซะกาต หรือว่าบทลงโทษของการไม่ยอมจ่ายซะกาต คือการประหารชีวิตหรือ..?

149

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

ท่านอบูบักรสั่งฆ่าศ่อฮาบะฮ์นบี ศ. ในข้อหาไม่ยอมจ่ายซะกาต

divider

ในคำสอนของอิสลาม การไม่ยอมจ่ายซะกาตถือว่า ตกเป็นมุรตัด(ออกจากศาสนา) และมีบทลงโทษ คือการประหารชีวิตหรือ..?
ยิงนัดเดียว ได้นกสองตัว น่าจะเป็นสุภาษิตที่เข้ากับเหตุการณ์นี้ได้ดีที่สุด ในตำราศ่อฮิห์ของชาวซุนนะห์ระบุว่า หลังการจากไปของท่านนบี ศ. แล้วจะมีศ่อฮาบะฮ์บางกลุ่มตกเป็นมุรตัด(ออกจากศาสนา)และกลับสู่อารยธรรมป่าเถื่อนเหมือนที่เคยเป็นมาเมื่อครั้งอดีต
ในตำราศ่อฮิห์บุคอรีย์ รายงานโดยท่านอบูฮุรัยเราะห์ ถึงคำพยากรณ์ของท่านศาสดามุฮัมมัด ศ. ถึง การตกเป็นมุรตัดของศ่อฮาบะฮ์ ว่า :

لَيَرِدَنَّ عَلَيَّ ناسٌ مِن أصْحابِي الحَوْضَ، حتَّى عَرَفْتُهُمُ، اخْتُلِجُوا دُونِي، فأقُولُ: أصْحابِي فيَقولُ: لا تَدْرِي ما أحْدَثُوا بَعْدَك إِنَّهُمُ ارْتَدُّوا عَلَى أَدْبَارِهِم الْقَهْقَرَی
الراوي : أنس بن مالك | المحدث : البخاري | المصدر : صحيح البخاري

[ศอฮิห์บุคคอรี:6098]“มีคนกลุ่มหนึ่งจากศอฮาบะห์ของฉัน ได้เข้ามาหาฉันที่สระน้ำ “อัลเฮาฏ์” แต่พวกเขาถูกกันออกไป ฉันจึงกล่าวว่า โอ้องค์อภิบาลของฉันเอ๋ย พวกเขาคือ บรรดาศ่อฮาบะฮ์ของฉัน พระองค์กล่าวว่า เจ้าไม่รู้ดอกหรือว่า พวกเขาได้อุตริสิ่งใดไว้หลังจากเจ้า แท้จริงพวกเขาได้สิ้นสภาพการเป็นมุสลิมไปแล้ว”

แน่นอนว่า ฮะดิษบทนี้ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเชื่อของชาวซุนนะห์ที่พวกเขายืนกรานมาโดยตลอดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า “ศ่อฮาบะฮ์ทุกคนเป็นคนมีคุณธรรม” และเชื่อในความ อะดาละฮ์(ผู้ทรงคุณธรรม)ของเหล่าบรรดาศ่อฮาบะฮ์ทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาแพะในเรื่องนี้ให้จงได้ และแล้วในที่สุดพวกเขาก็โยนความผิดนี้ให้กับศ่อฮาบะฮ์ของท่านนบี ศ. กลุ่มหนึ่ง นั่นคือ กลุ่มของ มาลิก บิน นุวัยเราะห์(ดังปรากฎในคลิปข้างต้น) และหากข้อหาที่พวกเขายัดเหยียดให้กับ มาลิก บิน นุวัยเราะห์ สำริดผล ก็เท่ากับพวกเขาปิดช่องโว่จากความสะเพร่าของบุคอรีย์ที่บันทึกฮะดิษศ่อฮาบะฮ์ตกเป็นมุรตัดได้ และมิหนำซ้ำยังช่วยปกปิดอาชญากรรมที่รัฐบาลซะกีฟะฮ์ได้อธรรมต่อครอบครัวของศ่อฮาบะฮ์นบีอย่าง มาลิก บิน นุวัยเราะห์ ไว้ ได้เป็นผลสำเร็จ นี้แหละที่บอกไว้ตอนต้นว่า ” ยิงนัดเดียวได้นกสองตัว ” 

แต่ข้าพเจ้าจะไม่ยอมปล่อยให้ความอธรรมและการกดขี่ที่เกิดขึ้นกับ มาลิก บิน นุวัยเราะห์ผู้เป็นศ่อฮาบะฮ์นบี ถูกกลุ่มอิทธิพลมืดปกปิดเรื่องอื้อฉาวนี้ได้ 

 

 ใครคือกลุ่มชนของ มาลิก บิน นุวัยเราะห์ และด้วยเหตุผลอะไรพวกเขาจึงถูกสังหาร และถูกโยนความผิดตราบจนถึงวันนี้

الاسلام دين قتل !! فسر كدا سبب مقتل مالك بن نويرة على يد خالد بن الوليد ومحمد وافقه على كدا !! بس بتقتلو الناس وتدبحوهم -_- | ask.fm/SOOFRAA

มาลิก อิบนิ นุวัยเราะ (مالك بن نويرة)กับการสังหารหมู่พร้อมกับเผ่าของเขา

มาลิก อิบนิ นุวัยเราะห์ เป็นผู้ที่มีฐานะสูงส่งในคาบสมุทรอาหรับ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นทหารม้า นักรบ กวีและสหายของท่านศาสดามุฮัมมัดศาสนทูตแห่งพระเจ้า
นักประวัติศาสตร์อิสลามได้กล่าวเรื่องราวของเขาไว้ใน “ชีวประวัติของบรรดาสาวก” ว่า เมื่อครั้งที่มาลิกเข้ารับอิสลามนั้น ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าพนักงานเก็บรายได้(ซะกาต)ของเผ่า “บนู ญัรบู” (اليربوع ) มาลิก อิบนิ นุวัยรอ ได้เก็บซะกาตจากเผ่าของเขาและส่งมายังนครมะดีนะฮ์ เมื่อได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของท่านศาสดา เขาจึงเลิกเก็บซะกาต และบอกกับคนในเผ่าว่าก่อนที่จะส่งเงินไป นครมะดีนะฮ์นั้นเขาต้องรู้ก่อนว่าผู้ปกครองเมืองของท่านศาสดาคนต่อไปนั้นเป็นเช่นไร
เมื่อมาลิกทราบข่าวว่าคอลีฟะฮ์คือ อบูบักร มิใช่ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (หลังจากที่เขาเดินทางมาด้วยตัวเองยังมะดีนะฮ์) มาลิกก็มิได้จ่ายซะกาตให้แก่ผู้ปกครองใหม่ของรัฐมาดีนะฮ์ จึงเป็นเหตุให้ อบูบักร ได้ส่งกำลังทหารมาเพื่อลงโทษ ภายใต้การนำของ “คอลิด บิน อัลวะลีด” เพื่อรักษาอำนาจของเขา และเพื่อเรียกเก็บซะกาตที่ยังมิได้ส่งมา
คอลิด ได้พบกับมาลิกในเวลาสั้น ๆ และได้แสดงออกถึงการมาเพื่อสำเร็จโทษแก่เขา โดยที่ได้กล่าวกับมาลิกว่า เจ้ากลายเป็นพวกนอกศาสนา และการปฏิเสธของเจ้านั้น เป็นเหตุของความตายของเจ้า แม้ว่ามาลิก จะแย้งว่าเขาเป็นมุสลิม แต่คอลิดก็ไม่ฟัง ในที่สุดมาลิกก็ถูกสังหาร ต่อจากนั้นคอลิดก็ได้สั่งให้กองทัพสังหารหมู่ชนเผ่าของมาลิกในสภาพที่พวกเขาเป็นมุสลิม
หลังจากที่ได้ฆ่ามาลิก อิบนิ นุวัยรอ แล้วภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง คอลิดก็ ทำซีนาด้วยกับการขืนใจ ภรรยาหม้ายของมาลิก
ณ นครมะดีนะฮ์นั้น อุมัร บิน ค๊อตต็อบ ที่ปรึกษาหลักของคอลิฟะฮ์อบูบักร รู้สึกขายหน้ามาก จนต้องการให้อบูบักร สั่งให้ปลดคอลิดทันที และแจ้งว่าคอลิดต้องถูกประหารด้วยความผิดสองประการคือ
  • การฆาตกรรมมุสลิมผู้บริสุทธิ์
  • และการละเมิดประเวณีด้วยกับการขืนใจภรรยาของ มาลิก
ดังนั้น ตามกฎหมายอิสลามแล้ว คอลิดต้องถูกขว้างจนตาย แต่อบูบักรช่วยปกป้องกัน คอลิด และกล่าวแก่ต่างให้เขาว่า คอลิด นั้นได้ได้กระทำลงไปเพราะเขา “วินิจฉัยและตัดสินผิดพลาดเล็กน้อย” และว่าเขาควรจะ “เตาบะฮ์” ก็พอแล้ว!!
บรรดานักประวัติศาสตร์ของอิสลามได้บันทึกเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวาง เช่น ฏอบารีได้เขียนไว้ในหนังสือ ตารีค ของเขาว่า เมื่อ “คอลิด” กับกองทหารได้เข้าไปในเขตของ “บนู ญัรบู” (เผ่าของมาลิก)และได้กล่าวกับคนที่นั่นว่า “เราเป็นมุสลิม” พวกบนู ญัรบู ก็ตอบว่า “พวกเราก็เป็นมุสลิมเหมือนกัน” คนของคอลิดได้ถามว่า ถ้าพวกท่านเป็นมุสลิมแล้วทำไมต้องถืออาวุธ แน่นอนระหว่างเรานั้นไม่มีสงครามต่อกันใช่ไม่ ? ดังนั้นจงวางอาวุธเสียเถิด เพื่อเราจะได้ทำนมาซด้วยกัน
พวกบนู ญัรบู วางอาวุธ แต่พอไม่นานนัก ทหารของคอลิดก็จับตัวพวกเขามัดไว้ และปล่อยให้อยู่อย่างหนาวเหน็บในเวลากลางคืน เช้าวันต่อมาพวกบนู ญัรบูก็ถูกฆ่าตายหมด คอลิดได้เข้าปล้นบ้านเรือนจับพวกผู้หญิงและเด็กๆเป็นเชลยพากลับไปนครมะดีนะฮ์
لَمَّا غَشُوا الْقَوْمَ رَاعُوهُمْ تَحْتَ اللَّيْلِ، فَأَخَذَ الْقَوْمُ السِّلاحَ قَالَ: فَقُلْنَا: إِنَّا الْمُسْلِمُونَ، فَقَالُوا: وَنَحْنُ الْمُسْلِمُونَ، قُلْنَا: فَمَا بَالُ السِّلاحُ مَعَكُمْ! قَالُوا لَنَا: فَمَا بَالُ السِّلاحُ مَعَكُمْ! قُلْنَا: فَإِنْ كُنْتُمْ كَمَا تَقُولُونَ فَضَعُوا السِّلاحَ، قَالَ: فَوَضَعُوهَا، ثُمَّ صَلَّيْنَا وَصَلُوا(الكتاب: تاريخ الطبري ج3 ص280،المؤلف: محمد بن جرير بن يزيد بن كثير بن غالب الآملي، أبو جعفر الطبري (المتوفى: 310هـ

 

ท่านยะลาลุดดีน ซิวยูตี่ และท่านมุตตะกี ฮินดี และนักปราชญ์ท่านอื่นๆที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ของชาวซุนนะห์ได้ยืนยันเรื่องนี้ไว้ว่า “คอลิดได้อ้างว่าเขาได้ยินบางคำจากมาลิกที่ชี้ว่าเขาตกศาสนาไปแล้ว แต่มาลิก บิน นุวัยรอ ก็ได้ยืนยันหนักแน่นว่า เขายังคงเป็นมุสลิมอยู่ โดยกล่าวว่า أتقتلني و أنا مسلمٌ أصلي الي القبلة เจ้าจะออกคำสั่งให้สังหารข้าในขณะที่ข้าเป็นมุสลิม และนมาซผินหน้าไปทางทิศกิบลัตกระนั้นหรือ ?!! คอลิดได้ถามมาลิกว่า  لو كنتَ مسلماً لِما منعتَ الزكوة “หากเจ้าเป็นมุสลิมแล้วทำไมจึงไม่ยอมจ่ายซะกาต” ? มาลิก บิน นุวัยเราะห์ ได้ตอบว่า “ฉันได้รับคำสั่งจากท่านศาสนทูตให้จ่ายซะกาตกับท่านศาสดาเอง หรือไม่ก็ตัวแทนผู้ชอบธรรมของท่านศาสดาเท่านั้น ต่อมาจึงเกิดการโต้เถียงกัน จนในที่สุด คอลิด ก็ไม่ยอมรับฟัง และได้ฆ่าเขาในที่สุด

کشتار خالد بن ولیدสิ่งที่น่าสนใจในการนำมาวิเคราะห์ อีกอย่างหนึ่งในเหตุการณ์นี้ ก็คือ หลังจากที่คอลิด ทหารเอกของอบูบักร ได้สังหารมาลิก บิน นุวัยเราะห์ แล้ว เขาก็ได้จัดการขืนใจภรรยาของมาลิกในคืนนั้น ท่านซะฮ์บีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์อิสลามของท่านว่า เพราะความงามของภรรยามาลิก บิน นุวัยเราะห์ทำให้คอลิดตัดสินใจอย่างรวดเร็วในการตัดคอมาลิก !!!!!

وَقَالَ لِضِرَارِ بْنِ الْأَزْوَرِ: اضْرِبْ عُنُقَهُ. فَالْتَفَتَ مَالِكٌ إِلَى زَوْجَتِهِ وَقَالَ: هَذِهِ الَّتِي قَتَلَتْنِي، وَكَانَتْ فِي غَايَةِ الْجَمَالِ! قَالَ خَالِدٌ: بَلِ اللَّهُ قَتَلَكَ بِرُجُوعِكَ عَنِ الْإِسْلَامِ! فَقَالَ: أَنَا عَلَى الْإِسْلَامِ! فَقَالَ: اضْرِبْ عُنُقَهُ.فَضَرَبَ عُنُقَهُ، وَجَعَلَ رَأْسَهُ أَحَدَ أَثَافِي قِدْرِ طَبْخٍ فِيهَا طَعَامٌ. ثُمَّ تَزَوَّجَ خَالِدٌ بِالْمَرْأَةِ
الكتاب: تاريخ الإسلام وَوَفيات المشاهير وَالأعلام ج2 ص24،المؤلف: شمس الدين أبو عبد الله محمد بن أحمد بن عثمان بن قَايْماز الذهبي (المتوفى: 748هـ
زنای صحابی

การฆ่ามาลิก บิน นุวัยรอของคอลิด และการข่มขืนภรรยาของเขา เป็นสิ่งที่ท่านอุมัร บิน ค็อตต็อบ มิอาจรับได้เขาจึงได้ไปท้วงติงต่ออบูบักร และใช้คำว่า “ศัตรูของอัลลอฮ์ได้ฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่กลับไดรับคำตอบว่า “เกิดจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาดของคอลิด เราควรให้อภัยเขาได้เตาบะฮ์ตัว
ท่านยะลาลุดดีน ซิวยูตี่ และท่านมุตตะกี ฮินดี ที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ของชาวซุนนะห์ได้ยืนยันเรื่องนี้ไว้ว่า “คอลิดได้อ้างว่าเขาได้ยินบางคำจากมาลิกที่ชี้ว่าเขาตกศาสนาไปแล้ว แต่มาลิก บิน นุวัยรอ ก็ได้ยืนยันหนักแน่นว่า เขายังคงเป็นมุสลิมอยู่ พร้อมพยานที่จะยืนยันในเรื่องนี้
ادَّعى أَنَّ مَالكَ بْنَ نُوَيرَةَ ارْتَدَّ بِكَلاَمٍ بَلَغَهُ عَنْهُ ، فَأَنْكَرَ مَالِكٌ ذالِكَ ، وَقَالَ : أَنَا عَلى الإِسْلاَمِ مَا غَيَّرْتُ وَلاَ بَدَّلْتُ وَشَهِدَ لَهُ بِذالِكَ أَبُو قَتَادَةَ وَعَبدُ اللَّهِ بنِ عمرَ فَقَدَّمَهُ خَالِدٌ وَأَمَرَ ضِرَارَ بنَ الأَزْوَرِ الأَسدي فَضَرَبَ عُنُقَهُ ، وَقَبَضَ خَالِدٌ امْرَأَتَهُ ، فَبَلَغَ ذالِكَ عُمَرَ ابن الْخَطَّابِ قَتْلَهُ ، فَقَالَ لأِبِي بَكْرٍ : ( إِنَّهُ قَدْ زَنَى فَارْجُمْهُ ، فَقَالَ أَبُو بَكْرٍ : مَا كُنْتُ لأِرْجُمَهُ تَأَوَّلَ فَأَخْطَأَ ، قَالَ : فَإِنَّهُ قَدْ قَتَلَ مُسْلِمَاً فَاقْتُلْهُ ، قَالَ : مَا كُنْتُ لأِقْتُلَهُ تَأَوَّلَ فَأَخْطَأَ ، قَالَ : فَاعْزِلْهُ ، قَالَ : مَا كُنْتُ لأِشِيمَ سْيْفَاً سَلَّهُ اللَّهُ عَلَيْهِمْ أَبَدَاً
(السيوطي ، الحافظ جلال الدين عبد الرحمن (متوفاي 911هـ) ، جامع الاحاديث (الجامع الصغير وزوائده والجامع الكبير) ، ج 13 ، ص 94 ./الهندي ، علاء الدين علي المتقي بن حسام الدين (متوفاي975هـ
خالد بن وليد ادعا كرد كه از مالك سخني شنيده است كه سبب ارتداد وي بوده
عدالت صحابه

 

 ข้อโต้แย้งต่อท่านอบูบักร และวะฮ์ฮาบีทั้งหลาย บทลงโทษของการไม่จ่ายซะกาต คือการประหารชีวิตหรือ ?

  • ข้อโต้แย้งที่หนึ่ง

พวกบนู ญัรบู ประกาศว่าพระเจ้านั้นทรงเอกะ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ พวกเขาก็ทำนมาซอย่างสม่ำเสมอ และยังยอมรับหลักการเรื่องการจ่ายซะกาต และได้จ่ายให้ท่านศาสดาแล้วด้วย แต่พวกเขาระงับที่จะจ่ายซะกาตให้แก่รัฐบาลของอบูบักร ซึ่งอบูบักรกล่าวว่าพวกเขาเป็นพวกนอกศาสนาและประกาศสงครามกับบนู ญัรบู

ไม่มีโองการใดในอัลกุรอานที่เรียกร้องให้ผู้ปกครองมุสลิมฆ่ามุสลิมที่ไม่จ่ายซะกาต ไม่มีรายงานจากวจนะของท่านศาสดาแห่งอิสลามว่าโทษของการปฏิเสธที่จะจ่ายซะกาตนั้น คือความตาย
นอกจากจะไม่มีคำสั่งให้ฆ่ามุสลิมที่ไม่จ่ายซะกาตแล้ว จริงๆแล้วท่านศาสดายังให้มีการยกเว้นการจ่ายซะกาตอีกด้วย อย่างน้อยก็มีกรณีหนึ่ง นั้นคือ ในครั้งเมื่อตัวแทนจากฏออีฟมายังนครมะดีนะฮ์เพื่อแสดงความยอมตน แต่ขอยกเว้นจากการนมาซ การจ่ายซะกาตและการออกรบ ท่านศาสดายินยอมที่จะยกเว้นการจ่ายซะกาต และการออกรบ การกระทำของท่านศาสดาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นการให้ความยินยอมแก่ผู้ที่เข้ารับศาสนาใหม่ๆ

นี่คือแบบอย่างที่อบูบักรสร้างขึ้นใหม่ แต่มิใช่แบบอย่างของท่านศาสดาอย่างแน่นอน ก็เพราะท่านศาสดาได้เคยยินยอมละเว้นการจ่ายซะกาตแก่ผู้อยู่ในฏออีฟแต่อบูบักรมิได้ปฏิบัติตามแบบอย่างที่ผ่านมาของท่านศาสดา เขาตัดสินใจที่จะสร้างแบบอย่างที่เป็นของเขาเอง ดังนั้นผู้ชายทุกคนในเผ่าของมาลิก อิบนิ นุวัยรอจึงต้องถูกฆ่า ผู้หญิงและเด็กต้องตกเป็นเชลยศึก

  • ข้อโต้แย้งที่สอง

หากท่านอบูบักรอ้างว่า “คอลิดวินิจฉัยผิดพลาดที่สังหารมาลิก” สิ่งนี้ย่อมแสดงว่า อบูบักรยอมรับว่า “สาวกนบีสามารถที่จะวินิจฉัยปัญหาได้ด้วยตัวเอง
ฉะนั้น มาลิก บิน นุวัยเราะ ก็วินิจฉัยแล้วว่า เขาไม่ต้องจ่ายซะกาตให้กับคอลิฟะฮ์ที่เขาถือว่า “เป็นคอลิฟะฮ์ที่ไม่ชอบธรรม” ได้เช่นกัน บนพื้นฐานคำวินิจฉัย หากเขาวินิจฉัยผิดพลาด เขาก็ควรได้รับโอกาศในการเตาบะฮ์ ดังที่อบูบักรให้โอกาศนี้แก่คอลิด แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย

นี้คือความเป็นสองมาตรฐานที่มาจากผู้ปกครองที่เสรีชนมิอาจยอมรับได้

  • ข้อโต้แย้งที่สาม

แล้วการที่คอลิดผู้ใต้บังคับบัญชาของอบูบักรได้ทำการข่มขืนภรรยาของมาลิก บิน นุวัยรอ ภายใน 24 ชั่วโมงหลักการฆ่าสามีของนาง คอลิดไม่มีความผิดที่ต้องรับโทษเลยหรือในฐานะ “ทำซีนา” นี้ก็คือความอธรรมที่ผู้ปกครองปกป้องลูกน้องของตัวเองทั้งๆที่รู้ว่า นั้นคือความผิด  ซะฮ์บี ได้บันทึกความจริงเรื่องนี้ไว้ว่า

فلما قدم خالد قال عمر: یا عدو الله قتلت امراً مسلماً ثم نزوت علی امراته

ในอดีตมีผู้คนมากมายแม้แต่อุมัร เองก็พยายามทวงความเป็นธรรมให้แก่มาลิก บิน นุวัยร่อ ว่าเขาไม่ควรถูกสังหาร เขาถูกสังหารด้วยกับศัตรูของอิสลาม ภรรยาของเขาไม่ควรถูกข่มขืนจากคนของราชสำนัก….

นี้คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในอดีต แต่สิ่งที่ไม่อยากจะเชื่อ กลับมีวะฮ์ฮาบี กลับส่งเสริมการกระทำของคอลิดที่สังหารมาลิก และข่มขืนภรรยาของเขา ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว และว่า มาลิกตกมุรตัดไปแล้ว และยังใส่ร้ายว่า กลุ่มชนมาลิก คือกลุ่มชนที่ถูกกล่าวไว้ในบุคคอรี ว่าอัลลอฮ์จะพาไปลงนรก อัซตะฟิรุลลอฮ์

คนที่ถูกฆ่าอย่างอธรรม คนที่ภรรยาตัวเองถูกขืนใจ คนที่ยังคงกล่าวกะลีเมะฮ์ชะฮาดะตัยน์ แต่เขาไม่ยอมจ่ายซะกาตให้กับคนที่เขาเชื่อว่า ไม่ใช่ตัวเเทนของศาสนทูตอย่างแท้จริง เขาจึงถูกตราหน้าว่า “พวกนอกศาสนา” คือชาวนรกกระนั้นหรือ ?!!!!