หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ คอลิฟะฮ์ อบูบักร คือบุคคลแรกที่เผาฮะดิษนบี ศ. แล้วไหนว่าจะตามซุนนะห์นบี…?

คอลิฟะฮ์ อบูบักร คือบุคคลแรกที่เผาฮะดิษนบี ศ. แล้วไหนว่าจะตามซุนนะห์นบี…?

157

คอลิฟะฮ์ อบูบักร คือบุคคลแรกที่เผาฮะดิษนบี ศ. ต่อมามุอาวียะฮ์ได้ ออกคำสั่งไปตามหัวเมืองต่างๆ ที่บรรดาข้าหลวงของตนประจำอยู่ หลังจากผ่านพ้นปีแห่ง “ญะมาอะฮฺ” ว่า “ข้าพเจ้าจะไม่รับผิดชอบแก่ผู้ใดที่รายงานฮะดีษใดๆ เกี่ยวกับความดีงามของอบูตุรอบ (ฉายานามหนึ่งของท่านอะลี)

divider

อบูบักร คอลิฟะฮ์ที่หนึ่ง คือบุคคลแรกที่เผาฮะดิษนบี ศ. แล้วไหนว่าจะตามซุนนะห์นบี…?

  • อบูบักร บิน อบีกุฮาฟะฮ์

ท่านอบูบักร์สั่งห้ามการบันทึกฮะดีษของท่านศาสนทูต ศ. นั้น ได้มีการบันทึกโดย อัซซะฮะบีย์นักฮะดีษและเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องริญาลหรือสายรายงานฮะดีษได้บันทึกเอาไว้ว่า

قالت عائشة جمع أبي الحديث عن رسول الله صلى الله عليه وسلم وكانت خمسمائة حديث فبات ليلته يتقلب كثيرا قالت فغمني فقلت أتتقلب لشكوى أو لشئ بلغك؟ فلما أصبح قال: أي إنكم تحدثون عن رسول الله  أحاديث تختلفون فيها ، والناس بعدكم أشد اختلافا ، فلا تحدثوا عن رسول الله شيئا فمن سألكم فقولوا بيننا وبينكم كتاب الله فاستحلوا حلاله وحرموا حرامه بنية هلمي الأحاديث التي عندك فجئته بها فدعا بنار فحرقها

تذكرة الحفاظ، ج 1، ص 5، الذهبي، شمس الدين محمد بن أحمد بن عثمان، متوفاي748هـ،

“อาอีชะฮืได้กล่าวว่า  บิดาของฉันได้บันทึกฮะดีษจากท่านศาสดา ห้าร้อยบท  แต่มีอยู่คืนหนึ่งฉันได้เห็นท่านนอนอย่างวิตกกังวลและกระสับกระส่ายไปมา ฉันจึงถามขึ้นว่าไม่สบายเป็นอะไรหรือปล่าว ? หรือมีข่าวร้ายอะไรมายังท่านหรือ ? จนกระทั้งรุ่งเช้าจึงกล่าวกับฉันว่า  “ เจ้าจงไปเอาฮะดีษทั้งหมดที่ข้าได้ฝากเอาไว้มาให้หน่อย หลังจากนั้นก็ได้ทำการเผาฮะดีษเหล่านั้นทั้งหมด ”  (หนังสือ ตัซกิเราะตุล ฮุฟฟาซ เล่ม 1 หน้า 5)

อัซซะฮะบีย์ยังรายงานต่ออีกว่า เช้าวันรุ่งขึ้น อะบูบักร์ได้กล่าวบนมิมบัร

 “พวกเจ้าได้รายงานฮะดีษที่ขัดแย้งกันมากมายจาก ศาสดา และประชาชนหลังจากพวกเจ้าก็จะแพร่กระจายฮะดีษที่ขัดแย้งเหล่านั้น  ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ารายงานฮะดีษใดๆจากท่านนบี ศ.  และหากใครถามก็จงตอบไปว่า ระหว่างเราและท่านนั้นก็มีอัลกุรอ่านอยู่แล้วดังนั้นจงถือเป็นฮะล้าลในสิ่ง ที่มันได้ ฮะล้าลและจงถือเป็นฮะรอมในสิ่งที่มันห้าม”

แต่คำพูดเหล่านี้ก็ยังคงขัดแย้งต่อคำสั่งเสียของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์อยู่ดี เพราะท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. กล่าวย้ำไว้ว่า อัลกุรอ่าน ต้องควบคู่กับอะห์ลุลบัยต์ผู้ถ่ายทอดซุนนะห์นบี เท่านั้นที่จะเป็นทางรอด

ท่านศาสนทูตได้กล่าวว่า

إِنِّي تَارِكٌ فِيكُمْ مَا إِنْ تَمَسَّكْتُمْ‏ بِهِ لَنْ تَضِلُّوا بَعْدِي،  كِتَابُ‏ اللَّهِ‏  وَ عِتْرَتِي أَهْلُ بَيْتِي، وَ لَنْ يَتَفَرَّقَا حَتَّى يَرِدَا عَلَيَّ الْحَوْضَ، فَانْظُرُوا كَيْفَ تَخْلُفُونِي فِيهِمَا»؛

“ข้าพเจ้าได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการ ตราบใดที่พวกท่านยึดถือกับสองสิ่งนี้ ก็จะไม่หลงผิดภายหลังจากข้าพเจ้าอย่างเด็ดขาด นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซ.บ. และอะฮฺลุลบัยตฺของข้าพเจ้า และสองสิ่งนี้จะไม่แยกจากกัน จนกระทั่งได้คืนกลับสู่ข้าพเจ้า ณ อัล-เฮาฏ์ ดังนั้น จงพิจารณาดูเถิด พวกท่านขัดแย้งกับฉันในสองสิ่งนี้อย่างไร”[มุซตัดร็อก อัล-ฮากิม” เล่ม 3 หน้า 148]

منع کتابت حدیث

 

  • อุมัร บิน ค็อตฎอบ

การห้ามบันทึกฮะดิษในยุคการปกครองของท่านอุมัร บิน ค๊อตต๊อบ

อิบนุ สะอัด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ฏอบะกอตว่า “แท้จริงมีฮะดีษจำนวนมากในสมัยอุมัรที่ประชาชนนำมาเสนอแต่แล้วท่านอุมัรก็สั่งการให้เผาเสีย

กุรเซาะฮ์ บิน กะอฺบ์กล่าวว่า “ในตอนที่เรากำลังออกเดินทางสู่ อิรัก อุมัรก็ได้มาส่งด้วย หลังจากนั้นอุมัรก็ถามว่า “ รู้มัยทำมัยถึงต้องออกมาส่งพวกเจ้า ? ”  เราจึงตอบว่า เพื่อให้เกียรติพวกเรา อุมัรกล่าวว่า “เพราะจำเป็นจะขอร้องพวกท่านเรื่องหนึ่ง พวกท่านกำลังไปสู่เมืองที่ในนั้นมีแต่เสียงอื้ออึงของอัลกุรอ่าน ประหนึ่งดังเสมือนรังผึ้ง  ดังนั้นจงอย่าทำลายบรรยากาศเหล้านั้นด้วยการกล่าวฮะดีษของท่านศาสดาแล้วฉัน จะอยู่กับพวกท่าน” กุรเซาะฮ์กล่าว “หลังจากนั้นฉันก็ไม่เคยรายงานฮะดีษจากศาสดาอีกเลย” (หนังสือตัซกิเราะตุล ฮุฟฟาซ เล่ม1 หน้า 4-5)

  • อุษมาน บิน อัฟฟาน

สำหรับในสมัยของอุษมาน บิน อัฟฟาน ก็มีคำสั่งในคุฏบะฮฺว่า ห้ามมิให้รายงานฮะดีษใดๆของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ยกเว้นฮะดีษที่เคยรายงานกันอยู่ในสมัยอะบูบักร์และอุมัร ดังมีถ้อยคำของเขาปรากฏในคำคุฏบะฮ์ว่า “ไม่อนุญาตให้ผู้ใดรายงานฮะดีษบทใดที่ไม่เคยได้ยินในสมัยอะบูบักร์และอุมัร”

أَخْبَرَنَا مُحَمَّدُ بْنُ عُمَرَ الأَسْلَمِيُّ. أَخْبَرَنَا عَبْدُ الْحَمِيدِ بْنُ جَعْفَرٍ عَنْ أَبِيهِ عَنْ مَحْمُودِ بْنِ لَبِيدٍ قَالَ: سَمِعْتُ عُثْمَانَ بْنَ عَفَّانَ عَلَى مِنْبَرٍ يَقُولُ: لا يَحِلُّ لأَحَدٍ يَرْوِي حَدِيثًا لَمْ يَسْمَعْ بِهِ فِي عَهْدِ أَبِي بَكْرٍ وَلا عَهْدِ عُمَرَ

 

  • มะอาวียะฮ์ บิน อบูซุฟยาน

มุอาวียะฮฺยิ่งทวีความแข็งกร้าวหนักข้อขึ้นไปอีก ในคำสั่งห้ามจดบันทึกฮะดีษ โดยยกขึ้นมาเป็นประเด็นต่อต้านอิมามอาลี และอะฮฺลุลบัยต์ อ.  ผู้บริสุทธิ์ ครั้นเมื่อเขาสามารถมีอำนาจเต็มรูปแบบหลังจากทำสนธิสัญญาสันติภาพกับอิมามฮาซัน อ. แล้วก็ออกคำสั่งห้ามจดบันทึกฮะดีษใด ๆของท่านศาสนทูตที่กล่าวถึงความดีงามความประเสริฐของอิมามอะลี อ. ตลอดจนได้คาดบทลงโทษ หากใครฝ่าฝืนด้วยการจดบันทึก

มะดาอินีย์ได้บันทึกในหนังสืออัลอะหฺดาษว่า “มุอาวียะฮ์ได้ ออกคำสั่งไปตามหัวเมืองต่างๆ ที่บรรดาข้าหลวงของตนประจำอยู่ หลังจากผ่านพ้นปีแห่ง “ญะมาอะฮฺ” ว่า “ข้าพเจ้าจะไม่รับผิดชอบแก่ผู้ใดที่รายงานฮะดีษใดๆ เกี่ยวกับความดีงามของอบูตุรอบ (ฉายานามหนึ่งของท่านอะลี) และอะฮฺลุลบัยตฺของเขาเพราะเรื่องนี้จะมีผลสะท้อนเป็นความวิบัติแก่ชาวกูฟะฮฺ”

ด้วยเหตุนี้เอง ซุนนะฮฺนบีจึงประสบกับปัญหาการออกคำสั่งมิให้จดบันทึก ซึ่งการกระทำแบบนี้ จะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ดังนี้

  • การปลอมแปลงและกล่าวเท็จแก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ็อลฯ)อย่างมากมายในเวลาต่อมา
  • การกระทำแบบนี้ จะทำให้ มุสลิมรุ่นหลังไม่อาจจะปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างสมบูรณ์ เพราะไม่มีแบบอย่างรายละเอียดในการปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในกุรอ่านแต่แบบอย่างการปฏิบัติศาสนกิจนั้นอยู่ในบันทึกเกี่ยวกับท่านศาสดา หรือที่เราเรียกว่าฮะดีษนั่นเอง
  • มุสลิมจะขาดเอกภาพอย่างรุนแรง เพราะเมื่อไม่มีแนวทางที่ถูกต้องในการปฏิบัติรายละเอียดของคำสั่งใช้ในกุรอ่าน ก็จะเริ่มมีการคิดกันเอาเองว่าอยากทำแบบไหน เราจะพบเหตุการณ์แบบนี้ได้ในหัวข้อการตีความอัลกุรอานอย่างผิดเพี้ยนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น