หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ ชีอะห์เป็นผู้สร้างอุตริในเรื่องศ่อลาวาตให้แก่นบี ศ. จริงหรือ ?

ชีอะห์เป็นผู้สร้างอุตริ[บิดอะฮ์]ในเรื่องศ่อลาวาตให้แก่นบี ศ. จริงหรือ ?

389

[ซุนนี่ห์ถาม – ชีอะห์ตอบ]

ตอน. ชีอะห์เป็นผู้สร้างอุตริ(บิดอะฮ์)ในเรื่องศ่อลาวาตให้แก่นบี ศ.

 

السلام على آل ياسين

 

[ซุนนี่ห์ถาม] : แท้จริงอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้นบีของพระองค์ มุฮัมมัด ศ. ได้รับการคารวะ รับการอวยพรและการให้สลามในโอกงารอันทรงเกียรติ

“แท้จริงอัลลอฮ์ และมะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ทรงประทานพรแด่นบี โอ้บรรดาผู้ศรัทธาจงอวยพรและจงให้สลาม(ขอความสุขสันติ)โดยการให้สลามอย่างมากมายแก่เขาเถิด”

แต่ทว่าชีอะฮ์ ทุกครั้งที่กล่าวถึงบรรดาอิมามคนหนึ่ง ๆ จะมีประโยคหนึ่งตามหลังชื่อของอิมามนั้น ๆเสมอว่า “สลามุลลอฮิอะลัย” [ขอให้อัลลอฮ์ประทานความสุขสันติแด่ท่าน]  แทนที่จะกล่าวว่า “รอฎิยัลลอฮุอันฮ์”[ขอให้อัลลอฮ์พึงพอพระทัยต่อท่าน] นั่นหมายความว่าชีอะห์ยกบรรดาอิมามขึ้นเป็นหุ้นส่วนของท่านนบีในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้กำหนดวิธีการคารวะไว้ให้แก่ท่านเป็นการเฉพาะ ดังนั้นหลักปฏิบัติของท่านในข้อนี้ ถือเป็นสิ่งอุตริ(บิดอะฮ์)และขัดแย้งกับข้อบัญญัติของคัมภีร์อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ

 

[ชีอะห์ตอบ] :
นักปราชญ์ของพวกเราได้ตอบโต้และตอบด้วยหลักฐานทั้งโดยสติปัญญาและตำราอ้างอิง เพื่อยืนยันว่าชีอะฮ์มิใช่พวกอุตริและหลงผิด ท่านเหล่านั้นได้ตอบแก่ผู้สงสัยอย่างละเอียด แต่เพื่อเป็นการกระชับเนื้อหา ข้าพเจ้าจะขอตอบพวกท่านสั้น ๆ ว่า

ประการแรก. แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุดมีคำสั่งในโองการอันทรงเกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่าให้อวยพรและให้สลามแก่ท่านนบี ศ. แต่มิได้ห้ามว่าอย่าอวยพรและอย่าให้สลามแก่คนอื่น ที่มิใช่นบี ศ.

ประการที่ 2. ตามที่อัลลอฮ์ทรงตรัสในโองการอันทรงเกียรติว่า “แท้จริงอัลลอฮ์และมะลาอิกะฮ์ประทานพรแด่นบี” แล้วยังทรงมีโองการในซูเราะฮ์อัศศอฟฟาต ว่า ”ความสันติสุขพึงมีแด่วงศ์วานของยาซีน”

ในซูเราะฮ์นั้นอีกเช่นกันอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด มีโองการกล่าวสลามแก่บรรดานบีต่างๆ เช่น

  • ”ความสันติสุขมีแด่นูห์ในสากลโลก”
  • “ความสันติสุขมีแด่อิบรอฮีม”
  • ความสันติสุขมีแด่มูซาและฮารูน”

ข้อสังเกตุ. ในบรรดาโองการที่พระองค์บัญญชาให้สลามแก่ นบียุลลอฮ์ พระองค์มิได้ให้สลามแก่วงศ์วานของนบีท่านใด นอกจากวงศ์วานของยาซีน และแน่นอนว่า ”ยาซีน” เป็นชื่อหนึ่งของนบีของนบีของเรา ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ. เพราะอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุดทรงกล่าวถึงนบี ผู้ทรงเกียรติของพระองค์ในอัล-กุรอานไว้ 5 ชื่อ คือ มุฮัมมัด, อะห์มัด, อับดุลลอฮ์, นูน, และยาซีน

เช่น “ยาซีน จงสนใจกับอัล-กุรอาน แท้จริงเจ้าเป็นศาสนทูตคนหนึ่ง” คำว่า “ยา”เป็นคำเรียก “ซีน” เป็นชื่อของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ)หมายถึง การบ่งชี้ไปยัง”ด้านนอก”และ”ด้านใน”อย่างเท่าเทียมเสมอกัน

ด้วยเหตุนี้เอง อัลลอฮ์จึงเรียกนบีของพระองค์ว่า يس ยาซีน อักษร ยาอ์ เป็นคำใช้เรียก ส่วนอักษร س แสดงความหมายบ่งชี้ถึงความเท่าเทียมทั้งในด้านนอกและด้านในของท่าน

ด้วยเหตุนี้ในโองการอันจำเริญนั้น พระองค์ทรงตรัสว่า  سَلاَمٌ عَلَى إِل يَاسِينَ “ความสันติสุขมีแด่ วงศ์วานของยาซีน”

อิบนุฮะญัรได้อ้างจากบทรายงานจากอิมามฟัครุ รอซีย์ที่กล่าวว่า “บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน ศ. มีความเสมอเหมือนกับท่านศาสดา ศ. ใน 5 ประการ คือ:

1-ในการให้สลามท่านกล่าวว่า ความสันติสุขมีแด่ท่านโอ้ ผู้เป็นนบี และกล่าวว่า “ความสันติสุขมีแด่วงศ์วานของยาซีน”

2-ในการอวยพร(ศอลาวาต)ให้แก่ท่านและแก่พวกเขา ในตอนอ่านตะชะฮุด

3-ในด้านความบริสุทธิ์ อัลลอฮ์ทรงมีโองการว่า يا طاهر หมายความว่า “โอ้ผู้สะอาด”  และทรงตรัสอีกว่า ويطهركم تطهيرا “และทรงชำระขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาด”(37)

4-ในคำสั่งห้ามรับสิ่งของบริจาค

5-ในคำสั่งให้รักใคร่ ผู้ทรงสูงสุดตรัสว่า  فاتبعوني يحببكم الله  “ดังนั้นจงปฏิบัติตามฉันแล้วอัลลอฮ์จะทรงรักพวกท่าน”  แล้วทรงตรัสว่า قل لا أسألكم عليه أجرا إلا المودة في القربى “จงกล่าวเถิด ฉันมิได้ขอรางวัลใดๆจากพวกท่านในการนี้ นอกจากความรักแก่ญาติใกล้ชิด”

ท่านซัยยิด อะบูบักร์ ชิฮาบุดดีนได้บันทึกในหนังสือของท่าน “ร็อชฟะตุศศอดีย์…”หมวดที่ 1 หน้า 24ว่า : มีนักอรรถาธิบายคัมภีร์คณะหนึ่งรายงานมาจากอิบนุอับบาส และอัล-นุกอช ได้รายงานจากอัล-กัลบีย์ กล่าวว่า

سَلاَمٌ عَلَى إِل يَاسِينَ หมายถึง ความสันติสุขมีแด่วงศ์วานของมุฮัมมัด

เช่นเดียวกันนี้ ยังมีรายงานอยู่ในหมวดที่ 2 หน้า 34

อิมามฟัครุรรอซีย์ ได้บันทึกในตัฟซีร อัล-กะบีร เล่ม 7 หน้า 163 ตอนอธิบายโองการอันทรงเกียรติ  سَلاَمٌ عَلَى إِل يَاسِينَ มีหลายประเด็น…ประเด็นที่ 2 คือ วงศ์วานของยาซีน ก็คือ วงศ์วานของมุฮัมมัด

ดังนั้น อนุญาตให้อวยพร(ศอลาวาต)และให้ความสันติแก่วงศ์วานของมุฮัมมัดได้ เป็นคำสั่งสอดคล้องตรงกันทั้งสองฝ่ายซุนนี-ชีอะฮ์

 

زيارة آل ياسين - مركز الكوثر الثقافي التعليمي

قالت العلماء: (( يس )) محمّد (صلى الله عليه وآله) ، لم يشكّ فيه أحد
قال أبو الحسن (عليه السلام) : فإنّ الله أعطى محمّداً (صلى الله عليه وآله) وآل محمّد من ذلك فضلاً
لا يبلغ أحد كنه وصفه إلّا من عقله، وذلك أنّ الله لم يسلّم على أحدٍ إلّا على الأنبياء (عليها السلام)، فقال تبارك وتعالى: (( سَلاَمٌ عَلَى نُوحٍ فِي العَالَمِينَ )) (الصافات:79)، وقوله: (( سَلاَمٌ عَلَى إبراهيم )) (الصافات:109)، وقوله: (( سَلاَمٌ عَلَى مُوسَى وَهَارُونَ )) (الصافات:120)، ولم يقل: سلام على آل نوح، ولم يقل: سلام على آل موسى، ولا على آل إبراهيم، وقال: (سلام على آل ياسين)، يعني آل محمّد (صلى الله عليه وآله)
ورواه الحاكم الحسكاني، قال: ((أخبرني أبو بكر المعمري، حدّثنا أبو جعفر القمّي، حدّثنا أبي، حدّثنا عبد الله بن الحسن المؤدّب، عن أحمد بن علي الأصبهاني، قال: أخبرنا محمّد بن أبي عمر النهدي، قال: حدّثني أبي، عن محمّد ابن مروان، عن محمّد بن السائب، عن أبي صالح: عن ابن عبّاس في قوله: (سلام على آل ياسين)، قال: على آل محمّد)).
ورواه بطريق آخر، عن داود بن علية، عن الكلبي، عن أبي صالح، وبعدّة طرق عن عبّاد، عن موسى بن عثمان، عن الأعمش، عن مجاهد
فقد روى الصدوق في أماليه بطريقه: ((عن كادح، عن الصادق جعفر بن محمّد، عن أبيه، عن آبائه، عن عليّ (عليهم السلام)، في قوله عزّ وجلّ: (( سَلاَمٌ عَلَى إِل يَاسِينَ )) ؟ قال: (ياسين محمّد (صلى الله عليه وآله) ونحن آل ياسين)