หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ ทำไมชีอะห์ เมื่อกล่าว อะซานต้องใส่ประโยค “อัฃฮะดุอันนะอะลียันวะลียุลลอฮฺ” หรือ ยืนยันถึง “วิลายะฮฺ” ของท่านอะลีด้วย ?

ทำไมชีอะห์ เมื่อกล่าว อะซานต้องใส่ประโยค “อัฃฮะดุอันนะอะลียันวะลียุลลอฮฺ” หรือ ยืนยันถึง “วิลายะฮฺ” ของท่านอะลีด้วย ?

344

[ซุนนี่ห์ถาม]

ทำไมชีอะห์ เมื่อกล่าว อะซานต้องใส่ประโยค “อัฃฮะดุอันนะอะลียันวะลียุลลอฮฺ” หรือ ยืนยันถึง “วิลายะฮฺ” ของท่านอะลีด้วย ?

[ชีอะห์ตอบ]

สำหรับคำตอบในคำถามข้างต้น ผมอยากจะให้สมาชิกทุก ๆ ท่านทำความเข้าใจในประเด็นต่อไปนี้สักนิดก่อน

1. บรรดาฟุก่อฮาฮ์(ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนิติศาสตร์อิสลาม)ของชีอะฮฺทุกท่าน ได้ลงความเห็นตรงกันว่าการยืนยันถึง “วิลายะฮฺของท่านอิมามอะลี อ. ไม่ใช่ส่วนจำเป็น(วายิบ)ของอะซานและอิกอมะฮ์” และไม่มีใครมีสิทธิ์อ้างว่าการยืนยันดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทั้งสอง

ท่านมุฮัมมัด ฮะซัน บิน บาเก็ร นะยะฟีฮ์ ปราชญ์รุ่นแรกและปราชญ์ตลอดกาลของชาวชีอะห์ เจ้าของหนังสือ ยะวาฮิรุล กะลาม ฟิ ชัรฮิ ชะรอ อิยุล อิสลาม ได้กล่าวไว้ว่า “ไม่ถือว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใดสำหรับการกล่าวสิ่งนั้น(ประโยคอะลี วะฮ์ลียุลลอฮ์ในอะซาน)หากไม่เหนียตว่าเป็นส่วนหนึ่งของอะซาน (เพราะการอนุญาตินี้ได้)ยึดโยงไปยังริวายะฮ์ “อัลฮิติยาจ”
และเช่นกันการกล่าวประโยคดังกล่าวก็ไม่ส่งผลเสียหายต่อความต่อเนื่อง(มุวะลาต)ของประโยคอะซานแต่อย่างใด สิ่งนี้ก็เหมือนกับการศ่อลาวาตให้นบีเมื่อได้ยินชื่อของท่านในขณะอะซาน
และแน่นอนว่าหากไม่ใช่เพราะบรรดาปวงปราชญ์ของเราได้มีมติตรงกันว่ามันไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของอะซานแล้วไซร้ แน่นอนว่าฉันก็จะกล่าวว่ามันคือส่วนหนึ่งของอะซานไปแล้วบนพื้นฐานหลักการโดยรวมเพื่อกำหนดบทบัญญัติที่เฉพาะ
الا انه لا باس بذکر ذلک لا علی سبیل الجزئیة عملاً بالخبر المزبور ولا یقدح مثله فی الموالاة و الترتیب، بل هی کالصلاة علی محمد عند سماع اسمه… بل لو لا تسالم الاصحاب لامکن دعوی الجزئیة بناء علی صلاحیّه العموم لمشروعیة الخصوصیة. و الامر سهل؛
2. ถึงแม้ว่า ประโยค “อัชฮะดุอันนะอะลียันวะลียุลลอฮ์” ไม่ถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของอะซาน หรืออิกอมะฮ์ แต่ไม่ได้หมายความว่า การกล่าวประโยคนี้ออกไปเพื่อต้องการยืนยันในความจริงที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงยืนยันไว้ว่า ” อิมามอะลีคือวะฮ์ลีของพระองค์(ผู้ทรงสิทธิ์ในอำนาจการปกครองต่อจากนบี ศ.) เป็นสิ่งที่ผิด เพราะสิ่งนี้ได้รับการอนุมัติจากท่านศาสดามุฮัมมัด ศ. ตั้งแต่ยุคสมัยของท่านแล้ว(ซึ่งจะกล่าวในลำดับต่อไป)
และการยืนยันถึงการเป็น “วะฮ์ลียุลลอฮ์ของอิมามอะลี” ก็ยังถูกยืนยันไว้อย่างมากมายในวจนะของท่านศาสดา ศ. เอง เช่น

2.1 ตำราชีอะห์
รายงานจากญาบิร บินอับดุลลอฮ์ อัลอันซอรี ว่า เมื่ออายะฮ์วิลายะฮ์ได้ประทานลงมาให้ท่านนบี ศ.

يا أيُّهَا الَّذينَ آمَنوا أطيعُوا اللهَ وأطيعُوا الرَّسولَ واُولِي الأَمرِ مِنكُم
ฉันได้ว่า “โอ้ร่อซูลุลลอฮ์ อัลลอฮ์ และร่อซูลสำหรับเราแล้วเป็นที่กระจ่างชัด แต่ ใครคือ “อุลิลอัมริ” ( اُولُو الأَمرِ)ที่การเชื่อฟังพวกเขาเทียบเคียงการเชื่อฟังอัลลอฮ์ และเชื่อฟังท่าน(ร่อซูล) ท่านศาสนทูต ศ. ได้กล่าวว่า : พวกเขาคือคอลิฟะฮ์ขอฉัน โอ้ญาบีร เอ๋ย.. และเป็นบรรดาอิมาม(ผู้นำ)เหนือมวลมุสลิมภายหลังจากฉัน คนแรกของพวกเขาคือ คือ อะลี บุตร อบูฏอลิบ ต่อมา ฮะซัน และฮุเซน (จนจบฮะดิษ)
(จากหนังสือตะมามุตดีน วะ กะมาลุนเนี้ยะมะฮ์ หน้า 253)

ตัวบทฮะดิษ พร้อมสายรายงานที่ศ๋อเอี้ยะห์

حدثنا غير واحد من أصحابنا قالوا : حدثنا محمد بن همام ، عن جعفر بن محمد بن مالك الفرازي قال : حدثني الحسن بن محمد بن سماعة ، عن أحمد بن الحارث قال : حدثني المفضل بن عمر ، عن يونس بن ظبيان ، عن جابر بن يزيد الجعفي قال جابِرُ بنُ عَبدِ اللهِ الأَنصارِيُّ : لَمّا أنزَلَ اللهُ عَزَّوجَلَّ عَلى نَبِيِّهِ مُحَمَّدٍصلّى الله عليه و آله يا أيُّهَا الَّذينَ آمَنوا أطيعُوا اللهَ وأطيعُوا الرَّسولَ واُولِي الأَمرِ مِنكُم قُلتُ : يا رَسولَ اللهِ ، عَرَفنَا اللهَ ورَسولَهُ فَمَن اُولُو الأَمرِ الَّذينَ قَرَنَ اللهُ طاعَتَهُم بِطاعَتِكَ ؟ فَقالَ صلّى الله عليه و آله : هُم خُلَفائي يا جابِرُ ، وأئِمَّةُ المُسلِمينَ [مِن] بَعدي ، أوَّلُهُم عَلِيُّ بنُ أبي طالِبٍ ، ثُمَّ الحَسَنُ وَالحُسَينُ ، ثُمَّ عَلِيُّ بنُ الحُسَينِ ، ثُمَّ مُحَمَّدُ بنُ عَلِيٍّ المَعروفُ فِي التَّوراةِ بـ «الباقِرِ» ، وسَتُدرِكُهُ يا جابِرُ ، فَإِذا لَقيتَهُ فَأَقرِئهُ مِنِّي السَّلامَ ، ثُمَّ الصّادِقُ جَعفَرُ بنُ مُحَمَّدٍ ، ثُمَّ موسَى بنُ جَعفَرٍ ، ثُمَّ عَلِيُّ بنُ موسى، ثُمَّ مُحَمَّدُ بنُ عَلِيٍّ، ثُمَّ عَلِيُّ بنُ مُحَمَّدٍ ، ثُمَّ الحَسَنُ بنُ عَلِيٍّ ، ثُمَّ سَمِيّي وكَنِيّي ، حُجَّةُ اللهِ في أرضِهِ، وبَقِيَّتُهُ في عِبادِهِ ، ابنُ الحَسَنِ بنِ عَلِيٍّ ، ذاكَ الَّذي يَفتَحُ اللهُ ـ تَعالى ذِكرُهُ ـ عَلى يَدَيهِ مَشارِقَ الأَرضِ ومَغارِبَها ، ذاكَ الَّذي يَغيبُ عَن شيعَتِهِ وأولِيائِهِ غَيبَةً لا يَثبُتُ فيها عَلَى القَولِ بِإِمامَتِهِ إلّا مَنِ امتَحَنَ اللهُ قَلبَهُ للإِيمانِ

2.2 – ตำราซุนนะห์

. นบีมุฮัมมัด ศ. กล่าวว่า เมื่อครั้นที่ฉันถูกนำขึ้นสู่ฟากฟ้า(ค่ำคืนมิฮ์รอจ) เมื่อฉันเข้าไปยังบัลลังก์ของพระองค์ ณ บัลลังก์ถูกจารึกไว้ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ มุฮัมมัด คือศาสนทูตของพระองค์ และเขาจะมีผู้ช่วยเหลือคืออะลี”

عَنْ أَبِي الْحَمْرَاءِ قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّه صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَمَّا أُسْرِيَ بِي إِلَى السَّمَاءِ إِذَا عَلَى الْعَرْشِ مَكْتُوبٌ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ مُحَمَّدٌ رَسُولُ اللَّهِ أَيَّدْتُهُ بِعَلِيٍّ
อิบนิมัสอูดบันทึกคำพูดของท่านนบีไว้ว่า เมื่อมีการไถ่ถามถึงศาสดาก่อนหน้าฉันว่า เพราะเหตุอันใดพวกเขาจึงถึงส่งลงมาให้เป็นศาสนทูตของพระองค์ ได้รับคำตอบว่า ถูกแต่งตั้งมาเพื่อรองรับในวิลายะฮ์ของมุฮัมมัด และวิลายะฮ์ของอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ

عن ابن مسعود عن رسول الله (ص) قال: أتاني ملك فقال:يَا مُحَمَّدُ، وَاسَلْ مَنْ أَرْسَلْنَا مِنْ قَبْلِكَ مِنْ رُسُلِنَا عَلَامَ بُعِثُوا؟ قَالَ: قُلْتُ: عَلَامَ بُعِثُوا؟ قَالَ: عَلَى وِلَايَتِكَ وَوِلَايَةِ عَلِيِّ بْنِ أَبِي طَالِبٍ “


حَدَّثَنَا أَبُو الْحَسَنِ مُحَمَّدُ بْنُ الْمُظَفَّرِ الْحَافِظُ قَالَ: حَدَّثَنَا عَبْدُ اللَّهِ بْنُ مُحَمَّدِ بْنِ غَزْوَانَ قَالَ: ثنا عَلِيُّ بْنُ جَابِرٍ قَالَ: ثنا مُحَمَّدُ بْنُ خَالِدِ بْنِ عَبْدِ اللَّهِ قَالَ: ثنا مُحَمَّدُ بْنُ فُضَيْلٍ قَالَ: ثنا مُحَمَّدُ بْنُ سُوقَةَ , عَنْ إِبْرَاهِيمَ , عَنِ الْأَسْوَدِ , عَنْ عَبْدِ اللَّهِ قَالَ: قَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: ” يَا عَبْدَ اللَّهِ §أَتَانِي مَلَكٌ، فَقَالَ: يَا مُحَمَّدُ، وَسَلْ مَنْ أَرْسَلْنَا مِنْ قَبْلِكَ مِنْ رُسُلِنَا عَلَامَ بُعِثُوا؟ قَالَ: قُلْتُ: عَلَامَ بُعِثُوا؟ قَالَ: عَلَى وِلَايَتِكَ وَوِلَايَةِ عَلِيِّ بْنِ أَبِي طَالِبٍ ” قَالَ الْحَاكِمُ: تَفَرَّدَ بِهِ عَلِيُّ بْنُ جَابِرٍ , عَنْ مُحَمَّدِ بْنِ خَالِدٍ , عَنْ مُحَمَّدِ بْنِ فُضَيْلٍ وَلَمْ نَكْتُبْهُ إِلَّا عَنِ ابْنِ مُظَفَّرٍ، وَهُوَ عِنْدَنَا حَافَظٌ ثِقَةٌ مَأْمُونٌ فَهَذِهِ الْأَنْوَاعُ الَّتِي ذَكَرْتُهَا مِثَالٌ لِأُلُوفٍ مِنَ الْحَدِيثِ يَجْرِي عَلَى مِثَالِهَا وَسُنَنِهَا
– รายงานจากท่านนบี(ศ็อลฯ)ว่า ฉันได้วิงวอนต่อพรองค์อัลลอฮ์ว่า เมื่อใดและที่ใดก็ตามที่ชื่อของฉันถูกเอ่ยขึ้นฉันจะขอจากพระองค์อัลลอฮ์ให้ชื่อของอาลีถูกเอ่ยเช่นกัน และพระองค์ก็ตอบรับในคำร้องขอของฉัน
عن رسول الله (ص) قال: يا علي اني طلبت من الله ان يذكرك في كل مورد يذكرني فأجابني واستجاب لي
مجمع الزوائد ج 9 ص 110،
كنز العمّال ج 13 ص 113،
الرياض النضرة ج 2 ص 213
นี้คือบางตัวอย่างจากวจนะของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ที่กล่าวถึง “การยืนยันการเป็นวะฮ์ลียุลลอฮ์ของท่านอิมามอะลี อ. ฉะนั้นการยืนยันว่าอะลี คือ ฮุจยะฮ์ของอัลลอฮ์นั้น จึงพูดได้ว่า “มาจากตัวของท่านศาสดามุฮัมมัด ศ.” เอง แล้วเมื่อชีอะห์ได้ยืนยันว่า “อะลี คือ วะฮ์ลียุลลอฮ์” ตามคำยืนยันของท่านนบีมุฮัมมัด ศ. เป็นมันผิดตรงไหนละครับ จึงทำให้เหล่าววะฮ์ฮาบีเป็นเดือดเป็นร้อนออกมาต่อต้านกันยกใหญ่เลยทีเดียวเชียว

ส่วนประเด็นคำถามที่ว่าแล้วประโยค “อัชฮะดุอันนะอะลียันวะลียุลลอฮ์” เกิดขึ้นในยุคสมัยใด ?

คำตอบ. ในยุคสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ศ. เลยครับ

มาตัวตัวอย่างกัน

รายงานจากหนังสือ อัสสะลาฟะฮ์ ฟิ อัมริล คิลาฟะฮ์ โดยมีใจความว่า : วันหนึ่งมีคนมาร้องเรียนท่านศาสดา ศ. ว่า “ท่านอบูซัร ได้ใส่ประโยค “อัชชะดุอันนะอะลีเยาวะลียุลลอฮ์” ไว้ในฮะซาน และอิกอมะฮ์ !!!!

ท่านศาสดามุฮัมัด ศ. ตอบต่อผู้นั้นว่า ” พวกเจ้าได้ลืมคำกล่าวของฉันไปแล้วหรือในวันฆอดีรคุมที่ฉันประกาศไว้ว่า “ใครก็ตามที่ฉันเป็นนายของเขาอะลีก็คือนายของเขาเช่นกัน” (ฉะนั้นการกล่าวปฏิญาณตนว่าอาลีคือวะฮ์ลีของฉันจะมีปัญหาอะไรเล่า
كتاب السلافة أيضاً : إنّ رجلاً دخل على رسول الله فقال : يا رسول الله ، إنّ أباذر يذكر في الأذان بعد الشهادة بالرسالة الشهادة بالولاية لعلي ويقول أشهد أنّ عليّاً ولي الله ، فقال : « كذلك ، أو نسيتم قولي يوم غدير خم : من كنت مولاه فعليّ مولاه ؟ فمن نكث فإنّما ينكث على نفسه
จากหนังสือเล่มเดิม มีใจความว่า
ชายผู้หนึ่งได้มาหาท่านนบี(ศ็อลฯ)แล้วกล่าวว่า โอ้ท่านศาสนทูต ฉันได้ยินประโยคหนึ่งซึ่งเป็นประโยคที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน นบี(ศ็อลฯ)ถามว่า เจ้าได้ยินอะไรหรือ ? เขาตอบว่า ฉันได้ยินซัลมาลฟัรซี กล่าว คำปฏิญาณว่า “ขอปฏิญาณตนว่าอาลีคือวะฮ์ลีของอัลลอฮ์” ในฮะซานหลังประโยคที่ยืนยันการเป็นศาสนทูตของท่านท่านนบีมุฮัมัด(ศ็อลฯ) กล่าวตอบว่า “เจ้าได้ยินประโยคที่ดีที่สุดแล้ว” (หมายถึงประโยคนั้นคือสิ่ิงที่ถูกต้องที่สุดแล้ว)

عن كتاب السلافة في أمر الخلافة ، للشيخ عبد الله المراغي المصري
إنّ سلمان الفارسي ذكر في الأذان والإقامة الشهادة بالولاية لعلي بعد الشهادة بالرسالة في زمن النبي (صلى الله عليه وآله وسلم) ، فدخل رجل على رسول الله فقال : يا رسول الله ، سمعت أمراً لم أسمع به قبل هذا ، فقال رسول الله : « ما هو ؟ » قال : سلمان شهد في أذانه بعد الشهادة بالرسالة بالشهادة بالولاية لعلي ، فقال : « سمعتم خيراً »
.

وعن كتاب السلافة أيضاً : إنّ رجلاً دخل على رسول الله فقال : يا رسول الله ، إنّ أباذر يذكر في الأذان بعد الشهادة بالرسالة الشهادة بالولاية لعلي ويقول : أشهد أنّ عليّاً ولي الله ، فقال : « كذلك ، أو نسيتم قولي يوم غدير خم : من كنت مولاه فعليّ مولاه ؟ فمن نكث فإنّما ينكث على نفسه ! ! »
บทสรุปที่ชัดแจ้งที่สุด ก็มิอาจเป็นไปอย่างอื่นได้นอกจากจะกล่าวว่า
ในเมื่อประโยคนี้มีคนกล่าวต่อหน้าท่านนบี ศ. แล้วท่านก็บอกว่า “มันเป็นประโยคที่ที่ดีสุดแล้ว”
 
ฉะนั้นการปฏิญาณตนในประโยค “อัชฮะดุอันนะอะลียันวะลียุลลอฮฺ” ออกไปเพื่อต้องการยืนยันในความจริงที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงยืนยันไว้ว่า “อิมามอะลี คือ วะฮ์ลีของพระองค์” และสิ่งนี้ยังคงได้รับการอนุมัติจากท่านนบีว่า “เป็นประโยคที่ดีที่สุดที่จะกล่าวหลังจากยืนยันการเป็นศาสนทูตของท่าน”