หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ เหตุใดที่มุสลิมชาวชีอะห์จึงควบนมาซเข้าด้วยกันระหว่างซุฮ์ริกับอัศริ และมัฆริบกับอีชาอ์ ?

เหตุใดที่มุสลิมชาวชีอะห์จึงควบนมาซเข้าด้วยกันระหว่างซุฮ์ริกับอัศริ และมัฆริบกับอีชาอ์ ?

372

[ซุนนี่ห์ถาม]

ทำไมชาวชีอะฮ์ จึงถือปฏิบัติในสิ่งที่ขัดแย้งกับอัลกุรอ่าน และแบบฉบับของท่านนบี ศ. แม้กระทั่งการนมาซ ที่พวกเขาทำรวมกันระหว่าง ซุฮ์ริ กับ อัศริ และ มัฆริบ กับ อีชาอ์ ?

[ชีอะห์ตอบ]

คำพูดของชาวซุนนะห์ ที่กล่าวว่า เราชาวชีอะฮ์อยู่กับความขัดแย้งต่ออัลกุรอ่าน และแบบฉบับของท่านนบี ศ. เป็นการตั้งข้อกล่าวหา เป็นคำพูดที่ไม่มีหลักฐานยืนยันแต่ประการใด ทั้งนี้ก็เพราะท่านนบี ศ. ทำนมาซรวมเป็นเนืองนิจ และแยกนมาซในบางโอกาส

ข้าพเจ้ามีความมั่นใจในเรื่องที่ยืนยันไปเกิน 100 % เพราะถูกยืนยันโดยอัลกุรอ่าน และแม้กระทั่งรายงานต่างๆที่ถูกต้อง(ศอฮีฮ์)ของพวกท่านเองก็ระบุไว้ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ทำรวมสองนมาซในช่วงเวลาเดียวกัน ในยามปกติ โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ

หลักฐานจากอัลกุรอ่าน

สำหรับหลักฐานของเราที่อนุญาตให้รวมสองนมาซในเวลาเดียวกันได้นั้นมีหลักฐานจากอัลกุรอาน ที่ทรงมีโองการว่า

أَقِمِ الصَّلَاةَ لِدُلُوكِ الشَّمْسِ إِلَىٰ غَسَقِ اللَّيْلِ وَ قُرْآنَ الْفَجْرِ إِنَّ قُرْآنَ الْفَجْرِ كَانَ مَشْهُودًا

”จงนมาซในยามอาทิตย์คล้อยไปถึงความมืดสุดท้ายยามค่ำคืน และจงกุรอานยามอรุณ แท้จริงกุรอานยามอรุณมีพยานเสมอ”(ซูเราะฮ์อัลอิซรออ์/โองการที่78)

กล่าวคือ เวลาที่อัลลอฮ์อธิบาย สำหรับการนมาซประจำวันนั้นอยู่ในโองการนี้ สามเวลา

1-ช่วงอาทิตย์คล้อย
2-ช่วงย่างเข้ากลางคืน 
3-ช่วงเวลารุ่งอรุณ

ความหมายของ “قُرْآنَ الْفَجْرِ” คือ นมาซศุบฮ์ ดังปรากฏในริวายะฮ์ของอะฮ์ลุลบัยต์นบี ว่า

عن زرارة عن أبي جعفر عليه السلام‌ في قول الله: «أَقِمِ الصَّلاةَ لِدُلُوكِ الشَّمْسِ إِلى‌ غَسَقِ اللَّيْلِ» قال: دلوكها زوالها، غسق الليل الى نصف الليل، ذلك أربع صلوات و ضعهن رسول الله و وقتهن للناس، و قرآن الفجر صلوة الغداة

ความว่า  لِدُلُوكِ الشَّمْسِ  คือ ช่วงเวลาดวงอาทิตย์คล้อย  และ غَسَقِ اللَّيْلِ  คือ เข้าสู่เวลาเที่ยงคืน ช่วงเวลานี้ คือ 4 นมาซที่ท่านนบี ศ. ได้กำหนดไว้สำหรับผู้คน และ “قُرْآنَ الْفَجْرِ” คือนมาซศุบฮ์

 

และอีกโองการหนึ่ง ทรงตรัสว่า

وَأَقِمِ الصَّلَاةَ طَرَفَيِ النَّهَارِ وَزُلَفًا مِّنَ اللَّيْلِ

”และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการนมาซ ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน และยามต้นจากกลางคืน” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่114)

ปลายช่วงแรก(ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน)คือ ตั้งแต่ช่วงรุ่งอรุณจนถึงตอนอาทิตย์ขึ้น และปลายช่วงที่สอง คือ ตั้งแต่ตะวันคล้อยไปถึงตอนอาทิตย์ตก และยามต้นกลางคืน คือ ช่วงแรกของกลางคืน

หลักฐานจากริวายะฮ์

มุสลิม บิน ฮัจญาจ ท่านได้รายงานไว้ในศอฮีฮ์ของท่าน ในบทว่าด้วยการรวมระหว่างสองนมาซในยามปกติ โดยอ้างสารบบการรายงานของท่าน จากท่านอิบนุอับบาส ซึ่งท่านได้กล่าวว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ได้ทำนมาซซุฮ์ริ และอัศริรวมกัน และทำนมาซมัฆริบกับอิชาอ์รวมกัน ในยามที่ไม่มีเหตุน่ากลัวใด ๆ และไม่ใช่เดินทาง

عَنِ ابْنِ عَبَّاسٍ، قَالَ: صَلَّى رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الظُّهْرَ وَالْعَصْرَ جَمِيعًا، وَالْمَغْرِبَ وَالْعِشَاءَ جَمِيعًا، فِي غَيْرِ خَوْفٍ، وَلَا سَفَرٍ

ท่านรายงานต่อไปอีก โดยอ้างสารบบการรายงานของท่าน จากอิบนุอับบาส ที่ได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้นมาซกับท่านนบี ศ. แปดร็อกอะฮ์รวมกันและเจ็ดร็อกอะฮ์รวมกัน

عَنِ ابْنِ عَبَّاسٍ قَالَ: صَلَّيْتُ وَرَاءَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ثَمَانِيًا جَمِيعًا وَسَبْعًا جَمِيعًا
صحيح البخاري ، ج 1 ، ص 182 ،186 و صحيح مسلم ، ج 1 ، ص 491 ،2629 

จากท่านซะอีด บิน ญุบัยร์ ซึ่งรายงานจากอิบนุอับบาส ที่กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ทำนมาซซุฮ์ริ และอัศริรวมกันและทำนมาซมัฆริบกับอิชาอ์รวมกันที่เมืองมะดีนะฮ์ โดยไม่มีเหตุที่น่ากลัว และไม่มีฝนแต่ประการใด มีคนถามท่านอิบนุอับบาสว่า ท่านมีจุดประสงค์ใดในการกระทำเช่นั้น ? ท่านกล่าวว่า ท่านนบี ศ. ต้องการจะไม่ให้มีความยุ่งยากแก่คนใดในหมู่ประชาชาติของท่าน

عَنِ ابْنِ عَبَّاسٍ، «أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ يُصَلِّي بِالْمَدِينَةِ §يَجْمَعُ بَيْنَ الصَّلَاتَيْنِ بَيْنَ الظُّهْرِ وَالْعَصْرِ، وَالْمَغْرِبِ وَالْعِشَاء مِنْ غَيْرِ خَوْفٍ وَلَا مَطَرٍ». قِيلَ لَهُ: لِمَ ؟ قَالَ: «لِئَلَّا يَكُونَ عَلَى أُمَّتِهِ حَرَجٌ

صحيح مسلم، جلد2، صفحه152، حديث1517

ท่านมุสลิมรายงานคำบอกเล่ามากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในตำราศอฮีฮ์ของท่านจนถึงข้อความในฮะดีษที่ 57 โดยอ้างสารบบการรายงานของท่านจากอับดุลลอฮ์บินชะฟีกที่กล่าวว่าท่านอิบนุอับบาสกล่าวปราศรัยแก่พวกเราในวันหนึ่งหลังจากนมาซอัศริแล้วจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดินแล้วเริ่มมองเห็นดวงดาวทำให้ประชาชนพูดว่า นมาซเถิด นมาซเถิด แต่ท่านอิบนุอับบาสก็มิได้ใส่ใจกับพวกเขา ทำให้คนตระกูลตะมีมคนหนึ่ง ตะโกนขึ้นในยามนั้นโดยไม่เว้นวรรคว่า นมาซเถิด นมาซเถิด

ท่านอิบนุอับบาสกล่าวว่า “เจ้าจะสอนแบบฉบับของท่านศาสดาให้แก่ฉันกระนั้นหรือ ? เจ้าไม่มีมารดาแน่แล้ว

แล้วท่านกล่าวว่าท่านรู้หรือไม่ว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ทำนมาซรวมระหว่างซุฮ์ริกับอัศริและมัฆริบกับอิชาอ์

ท่านอับดุลลอฮ์บินชะกีกกล่าวว่าในใจของฉันรู้สึกสับสนต่อเรื่องนั้นยิ่งนักฉันจึงไปหาท่านอะบูฮุร็อยเราะฮ์แล้วถามท่านฉันจึงเชื่อถือคำพูดของท่าน

خَطَبَنَا ابنُ عَبَّاسٍ يَوْمًا بَعْدَ العَصْرِ حتَّى غَرَبَتِ الشَّمْسُ، وَبَدَتِ النُّجُومُ، وَجَعَلَ النَّاسُ يقولونَ: الصَّلَاةَ الصَّلَاةَ، قالَ: فَجَاءَهُ رَجُلٌ مِن بَنِي تَمِيمٍ، لا يَفْتُرُ، وَلَا يَنْثَنِي: الصَّلَاةَ الصَّلَاةَ، فَقالَ ابنُ عَبَّاسٍ: أَتُعَلِّمُنِي بالسُّنَّةِ؟ لا أُمَّ لَكَ، ثُمَّ قالَ: رَأَيْتُ رَسولَ اللهِ صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ جَمع بيْنَ الظُّهْرِ وَالْعَصْرِ، وَالْمَغْرِبِ وَالْعِشَاءِ
الراوي : عبدالله بن عباس | المحدث : مسلم | المصدر : صحيح مسلم| الصفحة
أو الرقم : 705| خلاصة حكم المحدث : صحيح

ท่านมุสลิมรายงานไว้ในศอฮีฮ์ของท่านฮะดีษที่ 58 นี่เป็นอีกฮะดีษหนึ่งที่มีสายสืบมาจากท่านอับดุลลอฮ์บินชะกีกอัลอุก็อยลีย์ท่านกล่าวว่าชายคนหนึ่งพูดกับท่านอิบนุอับบาส(เพราะท่านกล่าวปราศรัยยืดยาวมาก)ว่านมาซเถิดแต่ท่านอิบนุอับบาสยังนิ่งเฉยจากนั้นเขาก็ยังกล่าวว่านมาซเถิดแต่ท่านอิบนุอับบาสก็ยังนิ่งเฉยต่อจากนั้นเขาก็ยังกล่าวอีกว่านมาซเถิดแต่ท่านอิบนุอับบาสก็ยังนิ่งเฉยอีกแล้วท่านกล่าวขึ้นว่าเจ้าไม่มีมารดาแน่แล้วเจ้าจะสอนเราในเรื่องการนมาซกระนั้นหรือขณะที่เราเคยทำสองนมาซรวมกันในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ.

وحَدَّثَنِي أَبُو الرَّبِيعِ الزَّهْرَانِيُّ، حَدَّثَنَا حَمَّادٌ، عَنِ الزُّبَيْرِ بْنِ الْخِرِّيتِ، عَنْ عبداللهِ بْنِ شَقِيقٍ، قَالَ: خَطَبَنَا ابْنُ عَبَّاسٍ يَوْمًا بَعْدَ الْعَصْرِ حَتَّى غَرَبَتِ الشَّمْسُ، وَبَدَتِ النُّجُومُ، وَجَعَلَ النَّاسُ يَقُولُونَ: الصَّلَاةَ الصَّلَاةَ، قَالَ: فَجَاءَهُ رَجُلٌ مِنْ بَنِي تَمِيمٍ، لَا يَفْتُرُ، وَلَا يَنْثَنِي: الصَّلَاةَ الصَّلَاةَ، فَقَالَ ابْنُ عَبَّاسٍ: أَتُعَلِّمُنِي بِالسُّنَّةِ؟ لَا أُمَّ لَكَ ثُمَّ قَالَ: «رَأَيْتُ رَسُولَ اللهِ ﷺ جَمَعَ بَيْنَ الظُّهْرِ وَالْعَصْرِ، وَالْمَغْرِبِ وَالْعِشَاءِ». قَالَ عبداللهِ بْنُ شَقِيقٍ: فَحَاكَ فِي صَدْرِي مِنْ ذَلِكَ شَيْءٌ، فَأَتَيْتُ أَبَا هُرَيْرَةَ، فَسَأَلْتُهُ فَصَدَّقَ مَقَالَتَهُ

นี่คือบทรายงานบางส่วนของชาวซุนนะห์ในเรื่องนี้ ทั้งที่ยังมีนอกเหนือจากนี้อีกมากแต่บางทีอาจมีคนกล่าวว่ามีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าอนุญาตให้รวมสองนมาซในช่วงเวลาเดียวกันได้แม้จะไม่มีอุปสรรคอันใดและมิใช่เดินทางโดยนักปราชญ์ของชาวซุนนะห์ได้ตั้งชื่อบทไว้ในตำราศอฮีฮ์และมุสนัดของพวกเขาไว้ภายใต้ชื่อบทว่า “การทำสองนมาซรวมกัน”

แล้วในบทนั้นพวกเขายังได้กล่าวถึงรายงานต่างๆที่อนุญาตให้ทำนมาซรวมกันได้โดยไม่มีข้อแม้ใดทั้งสิ้นไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเดินทางหรือในยามปกติจะมีหรือไม่มีอุปสรรคใดก็ตาม

ถ้าหากมิใช่ความหมายนี้บรรดานักปราชญ์เหล่านั้นก็จะต้องตั้งชื่อบทไว้เป็นการเฉพาะเกี่ยวกับนมาซรวมในยามปกติและอีกบทหนึ่งเกี่ยวกับนมาซรวมในยามเดินทางแต่โดยที่พวกเขามิได้ทำอย่างนี้พวกเขาพรรณนาถึงรายงานต่างๆในบทเดียวกัน หมายความว่า “เป็นหลักฐานแสดงว่า อนุญาตให้นมาซรวมกันโดยไม่มีเงื่อนไข”

ขอได้โปรดตรวจสอบบทรายงานเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วท่านจะพบว่า รายงานบอกเล่าทุกประการเหล่านี้ ล้วนเป็นหลักฐานว่า อนุญาตให้ทำสองนมาซรวมกันในช่วงเวลาเดียวได้

ผลสรุปก็คือถ้าหากรายงานฮะดีษเหล่านี้ถูกนำมาอ้างโดยนักปราขญ์ทั้งสองฝ่ายพร้อมกับยืนยันความถูกต้องของฮะดีษนั้นในตำราศอฮีฮ์ของพวกเขาก็หมายความว่านักปราชญ์เหล่านั้นอนุญาตและยินยอมให้ทำนมาซรวมได้นั่นเองหาไม่แล้วแน่นอนพวกเขาจะไม่บันทึกรายงานต่างๆเหล่านี้ไว้ในตำราศอฮีฮ์ของพวกเขาแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับท่านอัลลามะฮ์อันนูรีย์ ที่อธิบายไว้ใน”ชะเราะฮ์ศอฮีฮ์มุสลิม” ท่านอัสก็อลลานีย์ ท่านกิสฏ็อลลานีย์ และท่านซะกะรียา อัล-อันศอรีย์ ที่ได้บันทึกในหนังสือ “ชะเราะฮ์ศอฮีฮ์บุคอรีย์” ของพวกเขา และทำนองเดียวกับท่านริซกอนีย์ ที่บันทึกไว้ใน “ชะเราะฮ์มุวัฏเฏาะมาลิก”และนอกเหนือจากนี้ บรรดานักปราชญ์ชั้นอาวุโสคนอื่นๆของพวกท่าน ยังได้กล่าวถึงรายงานบอกเล่าบทนี้ โดยให้ความเชื่อถือและรับรองความถูกต้อง และยืนยันอย่างชัดเจนว่า รายงานฮะดีษเหล่านี้ให้ความหมายว่าอนุญาตและยินยอมให้ทำสองนมาซรวมกันในยามปกติได้ ถึงแม้จะไม่มีเหตุอุปสรรคและไม่มีฝนก็ตาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากผ่านบทรายงานของท่านอิบนุอับบาสและให้การรับรองในความถูกต้องของบทรายงานแล้ว รายงานฮะดีษนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าอนุญาตให้ทำนมาซรวมได้โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้มนุษย์คนใดในหมู่ประชาชาติตกในความยุ่งยากลำบากนั่นเอง

 

ความประหลาดใจของเราก็คือ บรรดานักปราชญ์ของชาวซุนนะห์เลือกที่จะขัดแย้งกับรายงานที่ชัดเจน เรื่องอนุญาตให้ทำสองนมาซรวมกันได้ ในยามปกติ 

ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาการรวมและการแยกช่วงเวลาระหว่างสองนมาซ ถึงแม้ว่า บรรดานักปราชญ์ทางศาสนาของชาวซุนนะห์ จะรายงานบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ถูกต้อง และชัดเจนสักเพียง ใดว่าเป็นเรื่องที่ยินยอมให้กระทำและอนุญาตให้กระทำได้ เพื่ออำนวยความสะดวกและขจัดภาระที่ยุ่งยาก ไปจากประชาชาติอิสลาม แต่ก็เหมือนดังที่ได้ทราบแล้ว คือพวกเขาเหล่านั้น ได้ตีความเรื่องนั้นเสียหลังจากนั้น ก็ออกคำวินิจฉัยไม่อนุญาตให้กระทำรวมกันโดยไม่มีเหตุอุปสรรค หรือเดินทาง จนกระทั่งมีบางส่วน เช่น อะบูหะนีฟะฮ์ และสานุศิษย์ ถึงกับออกคำวินิจฉัยว่า ไม่อนุญาตให้กระทำรวมกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่า จะมีเหตุอุปสรรคหรือเดินทางก็ตาม

แต่ทว่า มัซฮับอื่นๆ เช่น ชาฟิอีย์ มาลิกีย์ และฮันบะลีย์นั้น แม้จะมีความขัดแย้งในระหว่างพวกเขาด้วยกันเองในด้านต่างๆทั้งหมดไม่ว่าหลักการขั้นพื้นฐาน(อุศูล) หรือหลักการสาขาปลีกย่อย(ฟุรูอ์) แต่พวกเขาก็ยังอนุญาตให้ทำนมาซรวมกันได้ในยามเดินทางโดยถือเป็นกฎอนุโลม เช่นเดินทางไปบำเพ็ญฮัจญ์ และ ทำอุมเราะฮ์ และเดินทางเพื่อทำสงคราม และอื่นๆในทำนองนี้

แต่สำหรับนักปราชญ์ของชาวชีอะอ์นั้น พวกเขาปฏิบัติตามบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ ที่สืบมาจากวงศ์วานของท่านนบี ผู้ถูกเลือกสรรโดยพระผู้เป็นเจ้า อ. ซึ่งบรรดาเขาเหล่านั้น ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ อ. ได้กำหนดให้เป็นตราชู ที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นสัจธรรม อะไรเป็นความผิดพลาด และมีฐานะเป็นคู่ของอัล-กุรอานและเป็นเสาหลักสำหรับประชาชาติในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และท่านได้กล่าวยืนยันอย่างชัดเจนว่าการยึดถือบุคคลเหล่านั้นควบคู่กับอัล-กุรอาน จะปลอดภัยจากความแตกแยกและหลงผิด ภายหลังจากท่าน

พวกเขาวินิจฉัยว่า อนุญาตให้ทำนมาซรวมได้โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ จะมีเหตุอุปสรรค หรือไม่ก็ตาม จะอยู่ในยามเดินทางหรือไม่ก็ตาม จะทำนมาซรวมในช่วงเริ่มต้นเวลา หรือทำนมาซรวมในช่วงท้ายๆของเวลาก็ตาม พวกเขาให้เสรีภาพแก่ผู้นมาซที่จะเลือกทำนมาซรวมละทำแยกด้วยตัวของเขาเอง เพื่อความสะดวกและขจัดความยุ่งยาก และโดยที่อัลลอฮ์ทรงรักการรับเอาการผ่อนผันของพระองค์มาปฏิบัติ