หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ ด้วยความเชื่อเช่นนี้หรือ ที่ชีอะห์ถูกตราหน้าว่า เป็นพวกนอกรีต(กุฟร์)..?

ด้วยความเชื่อเช่นนี้หรือ ที่ชีอะห์ถูกตราหน้าว่า เป็นพวกนอกรีต(กุฟร์)..?

167

ด้วยความเชื่อเช่นนี้หรือ ที่ชีอะห์ถูกตราหน้าว่า เป็นพวกนอกรีต(กุฟร์)..?

คนบางกลุ่มได้ลงฮุก่มชีอะฮ์ 12 อิมามว่า เป็นพวกนอกศาสนา(กาเฟร) โดยไม่ลังเลสักนิด ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยรู้จักชีอะห์ด้วยซ้ำไป ว่า พวกเขามีหลักศรัทธาอย่างไร เพื่อเขายึดถือสิ่งใดเป็นที่สุด และแทนการศึกษาอย่างจริงจังก่อนที่จะตัดสินอะไร บางทีพวกเขากลับไปเชื่อคำใส่ร้ายที่มีต่อชีอะห์จากศัตรูของชีอะห์ที่ชอบแต่งเรื่องขึ้นมา เพื่อสร้างความเกลียดชัง

แล้วแบบนี้พวกเขาจะตอบกับอัลลอฮ์อย่างไรในวันกิยามัต ?

บัดนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงความเชื่อของชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์โดยสังเขป (ฉะนั้นขอความกรุณาว่า อย่าได้เชื่อมโยงพวกเรากับเรื่องอื่นนอกเหนือจากที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้เด็ดขาด)

  • ชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์เชื่อมั่น ในการดำรงอยู่ของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ผู้ทรงสูงสุด เป็นการดำรงอยู่อันเที่ยงแท้(วาญิบ)เป็นองค์เดียว ผู้ทรงเอกะ ทรงเป็นที่พึ่ง ไม่ทรงประสูติและไม่ถูกประสูติ และไม่มีสักสิ่งเดียวเสมอเหมือนพระองค์ไม่มีผู้คล้ายคลึงกับพระองค์ และไม่มีคู่เคียง ไม่เป็นเรือนร่าง และไม่เป็นรูปลักษณ์ ไม่สิงสู่ในเรือนร่างใด ไม่ทรงจำกัดกับสถานที่ใด ไม่เป็นขนาด และไม่เป็นสสาร แต่ทรงเป็นผู้สร้างขนาด ผู้สร้างสสาร และเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง ผู้ทรงบริสุทธิ์พ้นจากลักษณะต่างๆทั้งหมดที่คล้ายคลึงกับสิ่งทั้งหลาย พระองค์ไม่มีภาคีหุ้นส่วนในการสร้าง และทรงร่ำรวยที่แท้จริง และทุกสรรพสิ่งล้วนมีความจำเป็นต่อพระองค์โดยแท้
  • ชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์เชื่อมั่นว่า พระองค์ส่งบรรดาศาสนทูตของพระองค์ไปยังมนุษย์ผู้ถูกสร้าง โดยได้คัดเลือกคนส่วนหนึ่งจากมนุษย์แล้ว ส่งพวกเขาไปยังมนุษย์ทั้งหลายนั้น พร้อมกับโองการและบทบัญญัติของพระองค์ เพื่อสอนพวกเขาให้รู้จัก และเคารพภักดีพระองค์ ดังนั้นทุกศาสนทูตล้วนมาจากอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ สถานการณ์ใดก็ตาม ไม่ลิดรอนพระองค์และมนุษย์มีความจำเป็นต่อพระองค์ จำนวนบรรดานบีนั้นมากมายยิ่งนัก แต่ทว่า ที่เป็นผู้นำพาบทบัญญัติศาสนา และอยู่ในนบีอุลุลอัซมิฮ์ นั้นมี 5 ท่าน พวกเขาคือ เจ้าของเกียรติยศสูงสุดยิ่ง ได้แก่
  • นูห์ นาญียุลลอฮ์
  • อิบรอฮีม คอลีลุลลอฮ์
  • มูซา กะลีมุลลอฮ์
  • อีซา รูหุลลอฮ์
  • มุฮัมมัด ฮะบีบุลลอฮ์
    ขอความจำเริญจากอัลลอฮ์ และความสันติสุขพึงมีแด่ทุกท่านเหล่านี้ ประมุขและคนสุดท้ายในบรรดานบีเหล่านั้น คือ นบีของเรา มุฮัมมัด อัล-มุศฏอฟา ศ. ผู้ซึ่งนำศาสนาอิสลามอันเที่ยงธรรม ที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยมาเป็นศาสนาสำหรับปวงบ่าวของพระองค์ จนถึงวันฟื้นคืนชีพ
    ฉะนั้น ของอนุญาต(ฮะลาล)โดยมุฮัมมัด ศ. ย่อมเป็นของอนุญาตจนถึงวันฟื้นคืนชีพ และของต้องห้าม(ฮะรอม)โดยมุฮัมมัด ย่อมเป็นของต้องห้าม จนถึงวันฟื้นคืนชีพ
  • ชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์เชื่อมั่นอีกว่า คนทั้งหลายจะรับผลตอบแทนในวันพิพากษา ด้วยการทำงานของพวกเขาเอง โลกนี้คือสถานเพาะปลูก เพื่อวันปรโลก อัลลอฮ์ทรงให้ชีวิตแก่สรรพสิ่งถูกสร้าง ด้วยอานุภาพของพระองค์ ทรงนำวิญยาณคืนกลับสู่ร่างทั้งหลาย และทรงสอบสวนพวกเขาตามวจีกรรมและพฤติกรรมที่มีมา “ดังนั้น ผู้ใดกระทำความดี แม้เพียงละอองธุลีหนึ่ง เขาก็จะเห็นมัน และผู้ใดกระทำความชั่ว แม้เพียงละอองธุลีหนึ่ง เขาก็จะเห็นมัน”

فَمَنْ يَعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ خَيْرًا يَرَهُ  وَمَنْ يَعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ شَرًّا يَرَهُ

  • ชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์เชื่ออีกว่า  อัล-กุรอาน คัมภีร์แห่งวิทยปัญญา คือคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ ผู้จำเริญ สูงสุด ทรงประทานลงมายังศาสนทูตของพระองค์ ผู้ทรงเกียรติ มุฮัมมัด ศ. นั่นคือ คัมภีร์ที่อยู่ในมือของมวลมุสลิม ไม่มีการดัดแปลง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่อักษรเดียว ดังนั้นจำเป็นที่เราต้องยึดถือและปฏิบัติตามคำสั่งในคัมภีร์ เช่น การนมาซ การถือศีลอด การจ่ายซะกาต การจ่ายคุมซ์ การบำเพ็ญฮัจญ์ และการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ เราต้องยึดมั่นในทุกเรื่องที่พระผู้อภิบาล ผู้ทรงสูงสุด มีบัญชาไว้ ทั้งในส่วนของภารกิจที่จำเป็น(วาญิบ)และภารกิจอาสา(นาฟิละฮ์)ทุกประการที่ท่านนบี ศ. นำมาประกาศไว้ และเราต้องเชื่อมสัมพันธ์กับแนวทางของท่าน เราต้องไม่ประพฤติในสิ่งละเมิด ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เช่น ดื่มสุรา เล่นการพนัน ล่วงละเมิดประเวณี รักร่วมเพศ ดอกเบี้ย ฆ่าชีวิตที่ต้องห้าม ความอธรรม การลักขโมย และอื่น ๆที่อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ทรงห้าม
  • ชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์เชื่ออีกว่า  อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุดองค์เดียวเท่านั้น ที่แต่งตั้งบรรดาศาสนทูตและประทานคัมภีร์ และบทบัญญัติลงมายังพวกเขา คนกลุ่มใดก็ตาม ย่อมไม่มีสิทธิจะตั้งศาสนาและนบี ใดๆ เพื่อตัวเอง นอกเหนือจากผู้ที่ถูกแต่งตั้งมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ทำนองนี้ เอง พระองค์เพียงผู้เดียว คือผู้ซึ่งคัดเลือก คัดสรรบรรดาคอลีฟะฮ์แห่งศาสนทูตของพระองค์ โดยวางเป็นข้อบัญญัติ แล้วท่านศาสนทูตก็แนะนำพวกเขาให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชาติอิสลาม ฉันใดก็ตาม ที่บรรดานบีทั้งมวลเคยแนะนำทายาท และคอลีฟะฮ์ของตนให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชาติของพวกเขามาแล้วในอดีต มุฮัมมัด ศ. นบีคนสุดท้ายก็ฉันนั้น  ท่านมิได้ละทิ้งประชาชาติของท่านไว้โดยปราศจากผู้นำ ปราศจากประมุขผู้ชี้ทางภายหลังจากท่าน หากแต่ท่านได้แต่งตั้งท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ ให้เป็นผู้ปกครอง เป็นผู้ชี้ทาง เป็นผู้รู้ ผู้นำทางและเป็นอิมามสำหรับประชาชาติของท่าน เป็นคอลีฟะฮ์ภายหลังจากท่านในการเผยแพร่ศาสนาและรักษาบทบัญญัติของท่าน  ท่านนบี ศ.ได้กำหนดเป็นข้อบัญญัติ(ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในตำราฮะดิษและตำราประวัติศาสตร์ทั้งของชีอะห์และของซุนนี่ห์)ไว้ว่า “คอลีฟะฮ์ของท่านภายหลังจากท่านสิ้นชีวิตแล้ว มี 12 คน” ท่านได้แนะนำชื่อและสมญานามของท่านเหล่านั้นให้ประชาชาติของท่านรู้จัก คนแรกในหมู่พวกท่าน คือ ประมุขของบรรดาทายาทท่านศาสดา ได้แก่ ท่านอะลี บิน อะบี ฏอลิบ อ. หลังจากนั้นก็คือ ท่านฮะซันอัลมุจตะบาบุตรชาย ต่อจากนั้นเป็น ท่านฮุเซนประมุขของเหล่าบรรดาผู้พลีชีพ ต่อไปคือ อะลี บิน ฮุเซนซัยนุลอาบิดีน ต่อไปคือ มุฮัมมัด บากิร บุตรของฮุเซนผู้ปราดเปรื่องทางวิชาการ ถัดไปคือ ญะฟัร ศอดิกบุตรของมุฮัมมัด ต่อไปคือ มูซา กาซิมบุตรของญะฟัร ต่อไปคือ อะลี ริฎอ บุตรของมูซา กาซิม ต่อไปคือ มุฮัมมัด ตะกีย์ บุตรของอะลี ต่อไปคือ อะลี อันนะกีย์ บุตรของมุฮัมมัด ต่อไปคือ ฮะซัน อัสกะรีย์บุตรของอะลี และต่อไปคือ มุฮัมมัด อัล-มะฮ์ดีย์ บุตรชายของฮะซัน ท่านคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์ ผู้ดำรงอยู่ในฐานะผู้ถูกรอคอย ซึ่งท่านได้เร้นกายจนพ้นจากสายตามนุษย์ทั้งหลาย ท่านจะมาปรากฏกายเพื่อทำให้โลกนี้เปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรมและยุติธรรม หลังจากที่เคยเนืองนองด้วยความอธรรมและความไม่ถูกต้อง แน่นอน ได้มีคำบอกเล่าสอดคล้องตรงกันในตำราของชาวซุนนี่ห์และจากสายรายงานของซุนนี่ห์อีกด้วยว่า ท่านนบี ศ. ได้บอกเล่าถึงเรื่องการปรากฏกายของอัล-มะฮ์ดีย์ เจ้าของกาลเวลาในปัจจุบัน ท่านคือผู้จะมาครองโลก ซึ่งชาวโลกทั้งมวลกำลังรอคอยเพื่อลบล้างความอธรรมและความไม่ถูกต้อง แล้วท่านจะสถาปนาความยุติธรรม และความเที่ยงธรรมด้วยวิธีการอันเรียบง่ายด้วยถ้อยคำเดียวกัน

ข้าพเจ้าขอสรุปว่า เราเชื่อมั่นในบทบัญญัติทั้ง 5 ประการ(สิ่งอนุญาต(ฮาลาล), สิ่งต้องห้าม(ฮะรอม) สิ่งที่ชอบ(มุสตะฮับ) สิ่งพึงรังเกียจ(มักรูฮ์) และสิ่งอนุโลม(อัล-มุบาห์) ตามที่อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติได้ชี้แจง หรือตามที่มีระบุในรายงาน คำบอกเล่าที่มีหลักฐานถูกต้อง(ศอฮีฮ์)อันถูกบันทึกจากท่านนบี(ศ)และจากอะฮ์ลุลบัยต์(สมาชิกครอบครัว)ของท่าน ผู้ประเสริฐและผู้บริสุทธิ์ มาถึงเรา

ข้าพเจ้าขอบพระคุณอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลที่บันดาลให้ข้าพเจ้าสมประสงค์ในความเชื่อมั่นทุกเรื่องราวเหล่านี้โดยการวิเคราะห์ โดยการศึกษาค้นคว้า โดยความรู้ และการค้นหาหลักฐาน มิใช่เป็นการคล้อยตามบรรดาบุพการี ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจในศาสนานี้และในมัซฮับที่ข้าพเจ้ากำลังยึดถือ และขอประกาศว่า มีความพร้อมให้มีการตรวจสอบความเชื่อของข้าพเจ้าได้ ทุกแง่มุม ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ โดยพลังของอัลลอฮและอำนาจของพระองค์เท่านั้น ที่ข้าพเจ้ายืนหยัดกับหลักการนี้ได้อย่างมั่นคง

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าอยากฝากไปถึงกลุ่มคนที่ชอบตัดสินชีอะห์จากความเขลาของตัวเอง ตัดสินจากความโง่เขลา เบาปัญญาต่อหลักความเชื่อของชีอะห์ อิษนาอะชะเราะฮ์ ว่า โปรดศึกษาเรื่องราว โดยเฉพาะความเชื่อของชีอะห์ใหม่ เพราะมิเช่นนั้นแล้วพวกท่านอาจจะตกอยู่ในกลุ่ม “กุฟร์” ด้วยไม่ทันคิด นะครับ เพราะท่านนบี ศ. กล่าวเตือนไว้ว่า(บันทึกโดยบุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 5585)

คนใดก็ตามจะไม่ใส่ร้ายผู้อื่นด้วยข้อหาว่า “ชั่ว” และจะไม่ใส่ร้ายผู้อื่นด้วยข้อหาว่า “เป็นกาเฟร” นอกจากผู้กล่าวหาจะกลายเป็น “กุฟร์” (ผู้ตกศาสนา)เสียเอง หากผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นเช่นนั้น

لا يَرْمِي رَجُلٌ رَجُلًا بالفُسُوقِ، ولا يَرْمِيهِ بالكُفْرِ؛ إلَّا ارْتَدَّتْ عليه إنْ لَمْ يَكُنْ صاحِبُهُ كَذلكَ
الراوي : أبو ذر الغفاري | المحدث : البخاري | المصدر : صحيح البخاري
الصفحة أو الرقم: 6045 | خلاصة حكم المحدث : [صحيح]