หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ เรื่องเหลวไหล เพ้อเจ้อ งมงายไร้สาระในตำราศอฮีฮ์บุคอรีย์และมุสลิม รายงานโดยอบูฮุรัยเราะฮ์

เรื่องเหลวไหล เพ้อเจ้อ งมงายไร้สาระในตำราศอฮีฮ์บุคอรีย์และมุสลิม รายงานโดยอบูฮุรัยเราะฮ์

352

เรื่องเหลวไหล เพ้อเจ้อ งมงายไร้สาระในตำราศอฮีฮ์บุคอรีย์และมุสลิมรายงานโดยอบูฮุรัยเราะฮ์

ข้าพเจ้ายังรู้สึกแปลกใจอย่างมากในความเชื่อของชาวซุนนะห์ต่อตำราศอฮีฮ์ทั้งหกเล่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศอฮีฮ์บุคอรี มุสลิมที่ทั้งสองเล่มนั้น ถูกยกฐานะให้เป็นตำรารองจากอัลกุรอ่าน และเปรียบเสมือนวะห์ยู ก็ไม่ปาน

แต่ถ้าหากท่านผู้อ่านพิจารณาตำราทั้งสองด้วยสายตาที่วิเคราะห์และมีการวิพากษ์ มิใช่มองด้วยสายตาที่ยอมรับและยอมจำนน แน่นอนพวกท่านจะต้องเชื่อถือคำพูดของข้าพเจ้า และจะต้องยอมรับว่า ตำราศอฮีฮ์ทั้งหลายของชาวซุนนะห์ แม้กระทั่งศอฮีฮ์บุคอรี มุสลิม เองก็ยังหนีไม่พ้นจากเรื่องเหลวไหล เพ้อเจ้อมากมาย ขอให้ท่านพิจารณาอีกบางประเด็น ต่อไปนี้ :

เรื่องที่ 1. ท่านนบีมูซาอาบน้ำเปลือยกาย และวิ่งแก้ผ้าไปตามท้องถนน

บุคอรีได้นำเสนอไว้ใน กิตาบุลฆุซล์(การชำระล้าง)หมวดว่าด้วย “คนอาบน้ำเปลือยกาย” และท่านมุสลิมก็ได้เสนอไว้ในเล่ม 2 หมวดว่าด้วยเกียรติยศของมูซา ท่านอะห์มัด ในหนังสือ “มุสนัด”เล่ม 2 หน้า 315 รายงานจาก อะบี ฮุร็อยเราะฮ์กล่าวว่า :

“พวกบะนีอิสรออีลนั้น อาบน้ำเปลือยกายด้วยกัน ต่างคนก็จะมองอวัยวะเพศของกันและกัน แต่มูซาจะอาบน้ำคนเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า : “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ไม่มีอะไรยับยั้งมูซามิให้อาบน้ำร่วมกับเรา นอกเสียจากว่า เขาเป็นคนลงฝัก”   ท่านเล่าต่อไปว่า “ครั้งหนึ่งท่านมูซาไปอาบน้ำ โดยวางผ้าบนก้อนหิน แล้วหินนั้นก็ได้นำผ้าของท่านวิ่งไป ท่านมูซาจึงวิ่งตามแล้วกล่าวว่า “นั่นผ้าของฉัน โอ้ก้อนหิน! นั่นผ้าของฉัน โอ้ก้อนหิน! จนกระทั่งบะนีอิสรออีลมองเห็นอวัยวะเพศของมูซา!!!
แล้วพวกเขากล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ มูซา ไม่มีตำหนิตรงไหนเลย หลังจากนั้นก้อนหินจึงได้หยุดนิ่งเพื่อให้บะนีอิสรออีล มองท่าน มูซาจึงเอาผ้าของตัวเองมาได้แล้วฟาดก้อนหินหนึ่งฉาด !! อบูฮุรัยเราะห์กล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮ์แท้จริง ต้องให้ก้อนหินแตกเป็นหกหรือเจ็ดเสี่ยง!!

كَانَتْ بَنُو إسْرَائِيلَ يَغْتَسِلُونَ عُرَاةً، يَنْظُرُ بَعْضُهُمْ إلى بَعْضٍ، وكانَ مُوسَى صَلَّى اللهُ عليه وسلَّمَ يَغْتَسِلُ وحْدَهُ، فَقالوا: واللَّهِ ما يَمْنَعُ مُوسَى أنْ يَغْتَسِلَ معنَا إلَّا أنَّه آدَرُ، فَذَهَبَ مَرَّةً يَغْتَسِلُ، فَوَضَعَ ثَوْبَهُ علَى حَجَرٍ، فَفَرَّ الحَجَرُ بثَوْبِهِ، فَخَرَجَ مُوسَى في إثْرِهِ، يقولُ: ثَوْبِي يا حَجَرُ، حتَّى نَظَرَتْ بَنُو إسْرَائِيلَ إلى مُوسَى، فَقالوا: واللَّهِ ما بمُوسَى مِن بَأْسٍ، وأَخَذَ ثَوْبَهُ، فَطَفِقَ بالحَجَرِ ضَرْبًا فَقالَ أبو هُرَيْرَةَ: واللَّهِ إنَّه لَنَدَبٌ بالحَجَرِ، سِتَّةٌ أوْ سَبْعَةٌ، ضَرْبًا بالحَجَرِ
الراوي : أبو هريرة | المحدث : البخاري | المصدر : صحيح البخاري | الصفحة أو الرقم : 278 | خلاصة حكم المحدث : [صحيح] | التخريج : أخرجه البخاري (278)، ومسلم339

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หน้าที่พวกท่าน ต้องเป็นธรรม…มีใครบ้างในหมู่พวกท่าน ที่จะพึงพอใจ ต่อการที่ถูกนำไปแอบอ้างหาว่า เขากระทำในเรื่องต่ำทรามอันน่าบัดสีบัดเถลิงเช่นนี้ ?! ซึ่งถ้าหากท่านจะกล่าวหาชาวบ้านทั่วไปที่เป็นปุถุชนคนธรรมดาว่า “วิ่งเปลือยกายต่อหน้าฝูงชน แน่นอนเขาจะต้องโกรธและเขาจะต้องเอาเรื่องจนถึงที่สุด! แล้วเป็นไปได้อย่างไร กับนบีเจ้าของคัมภีร์และบทบัญญัติศาสนา เจ้าของกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผน จะออกไปหาประชาชาติและประชาชนทั่วไปในสภาพคนเปลือยกาย ในขณะที่พวกท่านห้ามมองอวัยวะเพศของผู้อื่น คนมีสติปัญญาสามารถยอมรับเรื่องแบบนี้ได้หรือ ?!

มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกระนั้นหรือ ที่ก้อนหินขโมยผ้าของมูซา แล้วพาผ้าวิ่งหนีไป จนมูซาก็วิ่งไล่ตาม แล้วมูซาต้องร้องเรียก ซึ่งก้อนหินนั้นจริงๆแล้ว ก็พูดไม่ได้ มันไม่ได้ยิน และมองอะไรไม่เห็น ?!!! มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกระนั้นหรือ ที่มูซา บุตรของอิมรอน กระทำในสิ่งที่เหมือนคนบ้ากระทำ วิ่งเปลือยกายไปตามท้องถนน และไล่ฟาดก้อนหินอย่างแรง จนก้อนหินแตกเป็นเสี่ยง ๆ?!!(ตามคำสาบานของอบูฮุรัยเราะห์)

ตามความรู้สึกของข้าพเจ้า มันเป็นฮะดีษที่ชวนขำ ใครเอาไปเชื่อถือ ก็เท่ากับเย้ยหยันต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ !!

เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านคิดว่า ความผิดพลาดอยู่ที่ใคร ใครเป็นผู้มุสา ระหว่าง
  • อบูฮุรัยเราะฮ์ ผู้รายงานฮะดิษนี้ โดยการใส่ร้ายท่านนบี ศ.
  • บุคอรี และมุสลิม ผู้บันทึกฮะดิษ

 

เรื่องที่ 2. ท่านนบีมูซาไม่ยอมรับในคำบัญชาของอัลลอฮ์ต่อยมะละกุลเมาต์(เทพปลิดวิญญาณ)จนตาหลุด

ข้าพเจ้าจะยกบทรายงานที่น่าหัวเราะของอะบูฮุร็อยเราะฮ์มาเสนออีกสักเรื่องและหลังจากฟังเรื่องนี้แล้ว ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า จะมีผู้อ่านท่านใด สนับสนุนอะบูฮุร็อยเราะฮ์ หรือจะเชื่อถือว่าบทรายงานต่างๆของบุคอรีและมุสลิมมีความถูกต้อง! รองจากอัลกุรอ่านอีก

บุคอรีอ้างไว้ใน เล่ม 1 หมวดว่าด้วย “ผู้ที่ชอบจะให้ฝังที่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์” เล่ม 2 หมวดว่าด้วย “การวายชนม์ของมูซา” และท่านมุสลิม ได้อ้างไว้ในเล่ม 2 หมวดว่าด้วยเกียรติยศของมูซา รายงานจากอะบูฮุร็อยเราะฮ์กล่าวว่า :

เทพปลิดวิญญาณ(มะละกุลเมาต์)มาหามูซา อ. เพื่อรับดวงวิญญาณ โดยกล่าวกับมูซา อ. ว่า “จงตอบรับ พระผู้อภิบาลของท่าน”
อะบูฮุร็อยเราะฮ์กล่าวว่า : “ดังนั้น มูซา จึงต่อยไปที่ตาของมะละกุลเมาต์ จนหลุด!!(ตาทะลักออกมา) แล้วมะละกุลเมาต์ก็กลับไปหาอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ทูลว่า “พระองค์ทรงส่งข้าฯไปหาบ่าวคนหนึ่งของพระองค์ แต่เขาไม่ต้องการจะตาย เขาจึงทำให้ตาของฉันหลุด! เขากล่าวว่า :ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรงนำตาของเขาคืนกลับมาให้ แล้วตรัสว่า “จงกลับไปหาบ่าวของฉันอีกครั้ง แล้วจงกล่าวว่า “ชีวิตเอ๋ย เจ้าจะคืนกลับไหม ?!ดังนั้น ถ้าหาก เจ้าต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็จงวางมือลงบนหนังวัว ดังนั้น ขนของวัวแต่ละเส้นที่ติดมือเจ้าจะทำให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป เส้นละ 1 ปี”

أُرسِلَ ملَكُ الموتِ إلى موسى عليْهِ السَّلامُ فلمَّا جاءَهُ صَكَّهُ ففقأَ عينَهُ فرجعَ إلى ربِّهِ فقالَ أرسَلتني إلى عبدٍ لا يريدُ الموتَ فردَّ اللَّهُ عزَّ وجلَّ إليْهِ عينَهُ قالَ ارجِع إليْهِ فقل لَهُ يضعُ يدَهُ على متنِ ثورٍ فلَهُ بِكلِّ ما غطَّت يدُهُ بِكلِّ شعرةٍ سنةٌ
الراوي : أبو هريرة | المحدث : الألباني | المصدر : صحيح النسائي | الصفحة أو الرقم : 2088 | خلاصة حكم المحدث : صحيح | التخريج : أخرجه البخاري (1339)، ومسلم (2372) واللفظ له

อิมามอะห์มัด ได้บันทึกไว้ใน “มุสนัด” เล่ม 2 หน้า 315 รายงานจากอะบูฮุร็อยเราะฮ์ โดยใช้ประโยคของท่านว่า “มะลักแห่งความตายจะมาหามนุษย์อย่างเปิดเผย ดังนั้นท่านจึงไปหามูซา แล้วมูซาได้ต่อยท่านจนตากระเด็น”

อิบนุญะรีร อัฏฏ็อบรีย์ได้บันทึกใน “ตารีค” เล่ม 1 ในหัวข้อ “ว่าด้วยเรื่องการวะฟาตของมูซา”โดยใช้ประโยคดังนี้ :“แท้จริง มะลักแห่งความตายจะมาหามนุษย์อย่างเปิดเผย ท่านได้มาหามูซา แล้วมูซาได้ตบท่านจนตากระเด็น” ท่านยังเล่าต่อไปจนถึงประโยคหนึ่งว่า “แท้จริง มะลักแห่งความตาย จะมาหามนุษย์อย่างเงียบเชียบ เมื่อหลังจากนบีมูซาตายแล้วเท่านั้น! ข้าพเจ้าขอให้หมายเหตุตรงนี้ ว่า “คงเพราะความโง่เขลา เขาจึงกลัวว่า มนุษย์จะทำให้ตาของเขากระเด็นอีกข้าง”

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ท่านผู้อ่านทุกท่านต้องให้ความเป็นธรรม…เรื่องเล่าที่ทำให้พวกท่านหัวเราะนี้มิได้เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระดอกหรือ ?

ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจต่อผู้รายงานและผู้ถ่ายทอดเรื่องนี้ !! ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจกับชาวซุนนะห์ทั้งหลาย ที่เชื่อถือและคลางแคลงเรื่องกับเรื่องเช่นนี้ โดยไม่ยินยอมให้ใครวิพากษ์ และวิจารณ์ แม้กระทั่ง นักปราชญ์ของพวกท่านเอง!!

กล่าวคือ บทรายงานเรื่องนี้ เป็นความไม่บังควรสำหรับอัลลอฮ์ ไม่บังควรสำหรับบรรดานบี และไม่บังควรสำหรับมะลาอิกะฮ์ของพระองค์!! จะถือว่า เหมาะสมกับอัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่กระนั้นหรือในการคัดเลือกเอาบ่าวของพระองค์ ที่เป็นคนโง่ คนหยาบคาย ที่ใช้อำนาจต่อมะลาอิกะฮ์ ผู้ใกล้ชิดท่านหนึ่งของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ถูกส่งมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด แล้วได้ต่อยท่านอย่างรุนแรงจนตาของท่านกระเด็น ? การกระทำอย่างนี้ มิใช่หรือ ที่ถือว่า เป็นการกระทำของพวกทรยศ และพวกละเมิด

เรื่องนี้ มีความเหมาะสมอย่างไรกับผู้ที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงวิทยปัญญา ได้คัดเลือกให้เป็นผู้รับสาส์นของพระองค์ และคัดเลือกท่านให้เป็นผู้รับวะห์ยูของพระองค์ ให้เป็นผู้สนทนาอย่างลับๆกับพระองค์ และสนทนากันอย่างเป็นกิจลักษณะ และทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นหนึ่งในบรรดา “อุลุลอัซมิ์”(ผู้มีเกียรติยศอันสูงส่ง) ท่านจะรังเกียจความตายได้อย่างไร นี่คือ ความรังเกียจของบรรดาคนโง่เขลา ท่านจึงได้ต่อยมะลักแห่งความตาย ในขณะที่เป็นผู้รับบัญชามาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด การต่อยคราวนั้น เป็นที่น่าเกลียดมาก เพราะทำให้ตาของท่านกระเด็น ทั้งๆที่สถานะของท่านสูงส่งยิ่ง ความปรารถนาของท่าน คือความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด และมีชัยชนะในการเข้าพบองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสูงสุด?!

แล้วมะลักแห่งความตายท่านมีบาปอันใด?! ท่านมิใช่ใคร นอกจากเป็นทูตของ อัลลอฮ์ ผู้ถูกส่งไปหามูซา มิใช่หรือ?! แล้วด้วยสิทธิอันใด สำหรับการต่อยจนกระทั่งตาของท่านกระเด็น ?! ท่านมิได้มาจากใคร นอกจาก มาจากอัลลอฮ์เท่านั้น แล้วมิได้พูดอะไรกับมูซาเลยใช่ไหม นอกเหนือจากประโยคเดียวเท่านั้นว่า “จงตอบรับพระผู้อภิบาลของท่านเถิด ?!
เป็นความเหมาะสมแก่คนระดับ “อุลิลอัซมิ์”แห่งบรรดาศาสนทูตกระนั้นหรือ ที่ทำอันตรายถึงขั้นสาหัสแก่บรรดามะลาอิกะฮ์ โดยต่อยพวกเขา ในขณะที่พวกเขาทำหน้าที่นำข่าวจากพระผู้อภิบาลไปประกาศ และเป็นพระบัญชาของพระองค์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ?!
อัลลอฮ์ ทรงสูงส่งเสมอ บรรดานบีและมะลาอิกะฮ์ของพระองค์มีเกียรติสูง เกินกว่าเรื่องราวทุกประการเหล่านั้น และพ้นจากเรื่องทั้งปวงที่พวกงมงายกล่าวไว้ หากว่า ความอธรรมอันเลวร้ายเช่นนี้ มิได้มาจากมนุษย์ผู้โง่เขลา แล้วผู้สนทนากับอัลลอฮ จะทำอย่างไร!
จุดมุ่งหมายและเป้าหมายของการแต่งตั้งบรรดานบีและการส่งบรรดาศาสนทูตมาก็คือ ชี้นำมนุษยชาติ ปรับปรุงพวกเขาให้ดี ยับยั้งมิให้พวกเขาก่อความเสียหาย เบียดเบียนและทำความชั่ว ด้วยเหตุนี้ ทั้งอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ และบรรดานบีและศาสนทูตของพระองค์ทั้งหมดจึงห้ามมนุษย์ มิให้อธรรม แม้กระทั่งกับสัตว์เดรัจฉาน แล้วไฉนถึงไปทำกับมะลาอิกะฮ์ ผู้ใกล้ชิดอัลลอฮ์ ?!

ที่สำคัญอัลลอฮ์ทรงตรัสว่า :

وَلَن يُؤَخِّرَ اللَّهُ نَفْسًا إِذَا جَاءَ أَجَلُهَا ۚ وَاللَّهُ خَبِيرٌ بِمَا تَعْمَلُونَ

อัลลอฮจะไม่ทรงผ่อนผันให้แก่ชีวิตใด เมื่อกำหนดของมันได้มาถึงแล้ว และอัลลอฮأนั้นทรงรู้ดียิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ(ซูเราะฮ์มุนาฟิกูน อายะที่ 11)

ด้วยเหตุนี้เราจึงเชื่อมั่นและยืนยันว่า บทรายงานนี้ คือ การใส่ร้ายต่ออัลลอฮ์ และผู้สนทนากับพระองค์ และคนแต่งเรื่อง คือคนโกหก คนใส่ร้าย ต้องการทำลายคุณสมบัตินบีของมูซาและต้องการทำลายเกียรติของบรรดานบี และทำการเหยียดหยามพวกท่านต่อบรรดามนุษย์

ข้าพเจ้ามิได้แปลกใจเลย ต่ออบูฮุร็อยเราะฮ์และคนประเภทนั้น เพราะตามที่นักปราชญ์ของชาวซุนนะห์บางคนเขียนไว้ ก็คือ เขาเป็นคนนั่งประจำสำรับอาหารของมุอาวิยะฮ์และชอบรับประทานอาหารประเภทไขมันอย่างเอร็ดอร่อย และแต่งบทรายงานและอุปโลกน์มันขึ้นมาตามที่มุอาวียะฮ์และคนลักษณะเดียวกันต้องการ แน่นอน อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ เคยเฆี่ยนเขามาแล้ว เพราะเขาใส่ความเท็จแก่ท่านนบี ศ. และตบแต่งฮะดีษต่างๆจากท่านนบี ศ. โดยเฆี่ยนเขาด้วยแส้จนกระทั่งเลือดไหลเต็มแผ่นหลัง!!!