[ซุนนี่ห์ถาม]
เหตุใดชาวชีอะห์มักอ้างว่า “ฮะซัน และ ฮุเซน” เป็นลูกของท่านนบี ศ. และบุตรหลานของท่านฟาติมะฮ์ เป็นลูกหลานและเป็นผู้สืบเชื้อสายของท่านนบี ศ. ?
ชาวชีอะห์ไม่เคยรู้หรือ การสืบเชื้อสายของมนุษย์เรานั้น จะถือว่าถูกต้อง ก็เพียงผู้สืบเชื้อสายมาจากลูกชายเท่านั้น ไม่ใช่จากลูกสาว ? ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ไม่มีผู้สืบตระกูลที่มาจากลูกชาย ดังที่นักกวีอาหรับได้กล่าวในแง่นี้ไว้ว่า
الشاعر : بَنُونَا بَنُو أَبْنَائِنَا وَبَنَاتُنَا بَنُوهُنَّ أَبْنَاءُ الرِّجَالِ الْأَبَاعِدِ
บุตรหลานของเรา ได้แก่บุตรหลานของบุตรชายของเรา ส่วนบุตรหลานของเรา ที่สืบมาจากบุตรหญิงของเรานั้น ที่แท้เป็นบุตรหลานของคนอื่น อันห่างไกลไปจากเรา
[ชีอะห์ตอบ]
ในระหว่างที่นั่งพินิจพิเคราะห์คำถามนี้อยู่นั้น ข้าพเจ้านึกถึงการถกเถียงประเด็นนี้ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่าง ฮารูน อัร-รอชีด คอลีฟะฮ์แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ กับอิมามมูซา บิน ญะอ์ฟัร อัล-กาซิม อ. ซึ่งท่านอิมามได้ตอบอย่างสมบูรณ์ จนฮารูนยอมรับและเชื่อถือมาแล้ว
ท่านอัลลามะฮ์ ฎ็อบรอซีย์ ได้รายงานไว้ในตำราอัล-อิห์ติยาจญ์ของท่านว่า ท่านอิมาม มูซา อัล-กาซิม อ. กล่าวว่า วันหนึ่งฉันได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมมัจลิสของฮารูน อัรรอชีด คอลิฟะฮ์อับบาซี เขา(ฮารูน)ได้ถามฉันว่า
کیف قلتم أنا ذرّیّة النبی صلی الله علیه وآله والنبی لم یعقب وإنما العقب للذّکر لا للأنثی وأنتم ولد البنت ولا یکون له عقب
ท่านพูดได้อย่างไรว่า พวกเราเป็นลูกหลานของท่านนบี ศ. ในขณะที่ท่านนบี ไม่มีผู้สืบตระกูล ? เพราะผู้สืบตระกูลจริง ๆ ต้องสืบสายโลหิตมาจากบุตรชาย มิใช่จากบุตรหญิง พวกท่านเป็นเพียงบุตรหลานของบุตรหญิงท่านนบี ฉะนั้น บุตรหลานของนาง จึงมิใช่ผู้สืบตระกูลของท่านนบี ศ.
อิมาม อ. ตอบฮารูนด้วยกับอายะ 84 ของซูเราะห์อัล-อันอาม ว่า :
وَمِن ذُرِّيَّتِهِ دَاوُودَ وَسُلَيْمَانَ وَأَيُّوبَ وَيُوسُفَ وَمُوسَىٰ وَهَارُونَ وَكَذَٰلِكَ نَجْزِي الْمُحْسِنِينَ وَزَكَرِيَّا وَيَحْيَىٰ وَعِيسَىٰ وَإِلْيَاسَ كُلٌّ مِّنَ الصَّالِحِينَ
“และส่วนหนึ่งจากสายตระกูลของเขาคือ ดาวูด และสุลัยมาน และอัยยูบ และยูซุฟ และมูซา และฮารูน และทำนองเดียวกัน เราได้ให้รางวัลแด่บรรดาผู้มีคุณธรรม และซะกะรียา และยะห์ยา และอีซา และอิลยาซ ทุกคนล้วนเป็นกัลยาณชน”
เมื่อนั้นแหละอิมาม อ. จึงถามฮารูนว่าใครเป็นบิดาของอีซา ?!
ฮารูน : อีซา ไม่มีบิดา (لیس لعیسی أب)
อิมาม อ. : “แต่อัลลอฮ์ทรงจัดลำดับให้ท่านเป็นสายตระกูลของบรรดานบี โดยผ่านทางท่านหญิงมัรยัม มารดาของท่าน(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)ทำนองเดียวกันที่ทรงจัดลำดับให้พวกเราเป็นสายตระกูลของ นบี(ศ) โดยผ่านทางท่านหญิงฟาติมะฮ์มารดาของเรา(ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน) จะให้ข้าพเจ้าอธิบายเพิ่มเติมอีกไหม?
إنما ألحقه بذراري الأنبیاء من طريق مريم، وكذلك ألحقنا الله تعالى بذراري النبي من أمّنا فاطمة (ع)،
ท่านอิมาม อ. กล่าวต่อฮารูน อีกว่า อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด มีโองการว่า
فَمَنْ حَاجَّك فيهِ مِنْ بَعْدِ ما جاءَك مِنَ الْعِلْمِ فَقُلْ تَعالَوْا نَدْعُ أَبْناءَنا وَأَبْناءَكمْ وَنِساءَنا وَنِساءَكمْ وَأَنْفُسَنا وَأَنْفُسَكمْ ثُمَّ نَبْتَهِلْ فَنَجْعَلْ لَعْنَتَ اللَّهِ عَلَى الْكاذِبينَ
“ดังนั้น ผู้ใดที่โต้แย้งเจ้าในข้อนี้ หลังจากได้มีความรู้มายังเจ้าแล้ว ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงมาเถิด เราจะเรียกบุตรทั้งหลายของเรา และบุตรทั้งหลายของ พวกท่าน และบรรดาสตรีของเรา และบรรดาสตรีของพวกท่าน และตัวของเราและตัวของพวกท่าน หลังจากนั้น เราจะขอการพิสูจน์ เพิ่อให้การสาปแช่งของอัลลอฮ์มีแก่บรรดาผู้อ้างความเท็จ”(ซูเราะห์อาลี อิมรอน อายะที่ 61)
พระองค์ไม่ทรงละเลยบุคคลใดเลย ที่ท่านนบีเคยนำเข้าอยู่ใต้ผ้าคลุมอัล-กิซาอ์ ฉะนั้น ตอนที่ทำการพิสูจน์สาบานกับพวกนะซอรอ ก็มีเพียงอะลี บิน อะบี ฏอลิบ, ฟาฏิมะฮ์, ฮะซัน และฮุเซน (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)เท่านั้น และ ผลลัพท์ของคำว่า “บุตรทั้งหลายของเรา” ในโองการอันทรงเกียรติ คือ ฮะซันและฮุเซน (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)ผลลัพท์ของคำว่า “บรรดาสตรีของเรา” ก็คือ ฟาฎิมะฮ์ อัซซะฮ์รออ์(ความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)ผลลัพท์ของคำว่า “ตัวของเรา” ก็คือ อะลี บิน อะบี ฏอลิบ (ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน)
การแสดงหลักฐานเพิ่มที่มีอยู่ในตำราและบทรายงานของชาวซุนนะห์
ยังมีหลักฐาน ในประเด็นเดียวกันนี้อีกมาก ซึ่งล้วนแต่ให้เหตุผลตามที่ข้าพกล่าวไปแล้ว แน่นอน นักปราชญ์ และนักท่องจำ นักรายงานของชาวซุนนะห์ได้นำหลักฐานนั้นๆไปอ้างอิงไว้ เช่น
1. อิมาม อัรรอซีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือตัฟซีร อัล-กะบีร ของท่าน เล่มที่ 4(14) ปรากฏความในหน้า 124 หัวข้อที่ 5 ท่านได้กล่าวอธิบายโองการมุบาฮะละฮ์ (المُباهَلة) ของซูเราะฮ์ อัลอันอามว่า :
“โองการนี้ เป็นหลักฐานยืนยันว่า ฮะซัน, ฮุเซน อ. เป็นเชื้อสายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. เพราะว่าโองการนี้ อัลลอฮ์ทรงกำหนดว่า อีซา เป็น เชื้อสายของอิบรอฮีม และอีซานั้น ไม่มีบิดา แต่ได้สืบตระกูลโดยมารดา และทำนองเดียวกับฮะซันและฮุเซน อ. กล่าวคือ คนทั้งสองสืบตระกูลจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. โดยมารดา
2. อิบนุ อะบี ฮะดีด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชะเราะฮ์ นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ อะบูบักร์ อัรรอซีย์ ได้กล่าวไว้ในตัฟซีรของท่าน เป็นหลักฐานแสดงว่า ฮะซันและฮุเซน อ. เป็นบุตรชายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. โดยผ่านทางฝ่ายมารดาของท่านทั้งสอง คือท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ อ. ด้วยการยกโองการว่าด้วยการพิสูจน์สาบาน(มุบาฮะละฮ์)และยกคำว่า “บุตรทั้งหลายของเรา” ดังที่อัลลอฮ์ทรงจัดลำดับสายตระกูลของอีซาจากฝ่ายมารดาให้ถึงอิบรอฮีมไว้แล้ว ในคัมภีร์อันทรงเกียรติของพระองค์
3. นักปราชญ์อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ อัลคอฎีบ คอวาริซมีย์ ซึ่งท่านเได้รายงานไว้ใน “อัลมะนากิบ”และท่านซัยยิด อะลี อัล-ฮัมดานีย์ อัช-ชาฟิอีย์ ได้กล่าวในหนังสือของท่าน ชื่อ “มะวัดดะตุล-กุรบา” และอิมาม อะห์มัด ฮัมบะลีย์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์ผู้โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของพวกท่าน ก็ได้กล่าวไว้ใน “มุสนัด” ท่านสุลัยมาน อัล-ฮะนะฟีย์ อัล-บะละญีย์ ก็บันทึกไว้ใน “ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮ์” ทั้งหมดได้บันทึกสรุปสอดคล้องตรงกันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. กล่าวพลางชี้ไปที่ท่านฮะซันและท่านฮุเซน อ. ว่า :
ابنای هذان ریحانتان من الدنیا ابنای هذان امامان قاما او قعدا
“สองคนนี้ คือ บุตรชายของฉัน เป็นดวงใจของฉันในโลกนี้ บุตรชายทั้งสองของฉันนี้ เป็นผู้นำตลอดกาลไม่ว่าเขาจะยืนหรือนั่งก็ตาม
4. นักปราชญ์อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ มุฮัมมัด บิน ยูซุฟ อัช-ชาฟิอีย์ หรือที่รู้จักกันในนามอัลลามะฮ์ อัล-กันญีย์ ท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน ชือ”กิฟายะตุฎฎอลิบ”โดยให้รายละเอียดอย่างครบครัน จำนวน100 บท ในหัวข้อเรื่อง “คำอธิบายตระกูลของท่านนบี ศ. มาจากกระดูกสันหลังของอะลี อ.” ท่านได้นำเสนอสารบบการรายงานบทหนึ่ง จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อัล-อันศอรีย์ กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. กล่าวว่า
عنه صلي الله عليه و آله : إنَّ اللّه َ تَعالى جَعَلَ ذُرِّيَّةَ كُلِّ نَبِيٍّ مِن صُلبِهِ وجَعَلَ
ذُرِّيَّتي مِن صُلبِ عَلِيِّ بنِ أبي طالِبٍ
“แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพ สูงสุด ทรงกำหนดให้สายตระกูลของทุกนบี อยู่ในกระดูกสันหลังของตนเอง แต่อัลลอฮ์ ผู้ทรงอานุภาพสุงสุด ได้กำหนดให้สายตระกูลของฉัน อยู่ในกระดูกสันหลัง ของอะลี บิน อะบี ฎอลิบ”
5. ท่านฮาฟิซ อัลกันญีย์ อัช-ชาฟิอีย์ รายงานไว้ในตอนท้ายของบทนี้ โดยสารบบรายงานของท่านเอง จากท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. กล่าวว่า
«إِنِّي سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ(صلي الله عليه وآله) يَقُولُ كُلُّ حَسَب وَ نَسَب مُنْقَطِعٌ يَوْمَ الْقِيَامَةِ مَا خَلاَ حَسَبِي وَ نَسَبِي وَ كُلُّ بَنِي أُنْثَي عَصَبَتُهُمْ لاَِبِيهِمْ مَا خَلاَ بَنِي فَاطِمَةَ فَإِنِّي أَنَا أَبُوهُمْ وَ أَنَا عَصَبَتُهُمْ».
“การนับสายตระกูลและการสืบตระกูลของทุกตระกูลนั้น จะหมดสิ้นไปวันต่อวันจนถึงวันฟื้นคืนชีพ(กิยามะฮ์) ยกเว้นการนับสายตระกูลและการสืบตระกูลของฉัน และบุตรชายของหญิงทุกคนนั้น ถือว่า ต้นตระกูลของตัวเองจะอยู่ที่บิดาทั้งสิ้น เว้นแต่บุตรชายของฟาฏิมะฮ์ เพราะว่าแท้จริงฉันคือต้นตระกูลของพวกเขา และฉันคือบิดาของพวกเขา”
นี่คือ หลักฐานบางส่วนเท่านั้น เกี่ยวกับความถูกต้องสำหรับสายตระกูลของบุตรหลานท่านหญิงฟาติมะฮ์ที่สืบไปถึงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. และเป็นเพียงข้อพิสูจน์บางประการเท่านั้น นี่แหละ คือสิ่งที่เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นชีอะห์ของพวกท่าน
สุดท้ายหลังจากอธิบายความมาทั้งหมดนี้แล้ว ยังมีที่สำหรับบทกวีที่ผู้ตั้งคำถามได้นำมาอ้างเป็นหลักฐานอยู่อีกหรือ ? ที่ว่า “บุตรหลานของเรา ได้แก่บุตรหลานของบุตรชายของเรา……..”
หรือว่า กลอนของนักกวีบทนี้ สามารถหักล้างข้อบัญญัติ และข้อพิสูจน์อันชัดแจ้งได้ กระนั้นหรือ ?