หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ ศ่อฮิห์บุคอรีย์-มุสลิม ได้ปิดฝาโลง อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ด้วยฮะดิษมุตอะห์

ศ่อฮิห์บุคอรีย์-มุสลิม ได้ปิดฝาโลง อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ด้วยฮะดิษมุตอะห์

211

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

ศ่อฮิห์บุคอรีย์-มุสลิม ได้ปิดฝาโลง อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ด้วยฮะดิษมุตอะห์

divider

 

ศ่อฮิห์บุคอรีย์-มุสลิม ได้ปิดฝาโลง อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ด้วยฮะดิษมุตอะห์

บุคอรีบันทึกไว้ในศ่อฮิห์ของตนว่า

عَنْ عِمْرَانَ بْنِ حُصَيْنٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا قَال  أُنْزِلَتْ آيَةُ المُتْعَةِ في كِتابِ اللَّهِ، فَفَعَلْناها مع رَسولِ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عليه وسلَّمَ، ولَمْ يُنْزَلْ قُرْآنٌ يُحَرِّمُهُ، ولَمْ يَنْهَ عَنْها حتَّى ماتَ،  قالَ رَجُلٌ برَأْيِهِ ما شاءَ. قَالَ مُحَمَّدٌ يُقَالُ إنَّهُ عُمًر .

الراوي : عمران بن الحصين | المحدث : البخاري | المصدر : صحيح البخاري
الصفحة أو الرقم: 4518 | خلاصة حكم المحدث : [صحيح]
จากท่านมุซัดดัด ได้รายงานว่า ท่านยะฮฺยา ได้รายงานจากท่านอิมรอน อะบีบักร ได้เล่าเราว่า อะบู ได้เล่าเราว่า จากอิมรอน บิน ฮุศ็อยน์(ร.ฎ.) กล่าวว่า : โองการว่าด้วยการมุตอะฮ์ถูกประทานลงมาในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ดังนั้นเราก็ได้ทำกันในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. และอัล-กุรอานมิได้ลงคำสั่งมาว่าห้ามเรื่องนี้  และท่านรอซูลฯ ก็ไม่เคยสั่งห้ามมุตอะห์ด้วยเช่นกันจนท่านวายชนม์(แต่ต่อมา)มีชายคนหนึ่งได้พูดตามความคิดเห็นของเขาเอง ตามที่เขาต้องการ(โดยการสั่งห้ามมุตอะห์) อัลบุคอรีย์ กล่าวว่า ชายคนนั้น คือ ท่าน อุมัร (บุคอรีย์ฮะดีษที่  4518)
จากคำให้การของบุคอรีย์ สามารถสรุปใจความได้ 3 ประเด็น  หลักๆ คือ
[1]- อัลลอฮ์ได้ประทานโองการอัลกุรอ่านในเรื่องมุตอะห์ลงมาในคำภีร์ของพระองค์   
และอายะฮ์นั้น ก็คือ ซูเราะฮ์อันนิซาอ์ อายะฮ์ที่ 24 ว่า : 

فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآَتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً

ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนาง จากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่ง สินตอบแทนแก่พวกนาง ตามที่กำหนดไว้

  • อิบนุ อบีฮาติม นักตัฟซีรซุนนี่ (240 – 327 ฮ.ศ.) บันทึกว่า

حَدَّثَنَا أَبِي، ثنا ابْنُ أَبِي عُمَرَ، قَالَ: قَالَ سُفْيَانُ فِي قَوْلِهِ : فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ قَالَ : هَذَا فِي الْمُتْعَةِ كَانُوا قَدْ أُمِرُوا بِهَا قَبْلَ أَنْ يُنْهَوْا عَنْهَا

บิดาของฉันเล่าให้เราฟัง จากอิบนิอบีอุมัรเล่าว่า ซุฟยานได้กล่าวถึงอายัต (ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนาง จากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่ง สินตอบแทนแก่พวกนาง ตามที่กำหนดไว้) เขากล่าวว่า นี่คือเรื่องมุตอะฮ์สตรี ที่พวกเขาเคยถูกสั่งให้ทำมันได้ ก่อนที่พวกเขาจะถูกสั่งห้ามทำมัน /ตัฟซีร อิบนิอบีฮาติม เล่ม 4 : 107 อันดับที 5175 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์ : 24

  • อิบนุ อะตียะฮ์ นักตัฟซีรซุนนี่ (481 – 541 ฮ.ศ.) บันทึกว่า

روي عن ابن عباس أيضاً ومجاهد والسدي وغيرهم : أن الآية في نكاح المتعة

ได้มีรายงานจากอิบนิอับบาส เช่นเดียวกัน และจากมุญาฮิดและอัซซุดดีและคนอื่นว่า อายะฮ์นี้ได้ลงมาเรื่อง นิกะห์มุตอะฮ์ (ตัฟซีร อัลมุฮัรริร อัลวะญีซ เล่ม 2 : 104 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์ : 24)

  • อิบนุฮะญัร อัลอัสกอลานี (ตาย 852 ฮ.ศ.)กล่าวว่า

قوله تعالى (فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآَتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً) قال مقاتل نزلت في المتعة

ดำรัสของอัลลอฮ์ (ดังนั้นหญิงใด ที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น จงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนางตามที่มีกำหนดไว้) มุกอติลกล่าวว่า อายะฮ์นี้ได้ลงมาเรื่องนิกะฮ์มุตอะฮ์ (ดูหนังสือ อัลอิญาบ ฟี บะยาน อัลอัสบาบ เล่ม 2 หน้า 858)

และอีกหลายๆเล่มจากตำราของชาวซุนนี่ห์ที่ยืนยันเรื่องนี้ไว้ เช่นในตัฟซีรอัล-ฎอบารีย์

[2]- ประเด็นที่สองที่ได้จากคำให้การของบุคอรีย์ ก็คือ ไม่เคยมีอายะฮ์ใดจากคำภีร์อัลกุรอ่านที่ลงมายกเลิก อายะตุลมุตอะห์ ในข้างต้นเลย

ซึ่งเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับคำพูดของท่านอุมัร เองที่กล่าวไว้ว่า “มุตอะห์ในสมัยนบี ศ. ยังคงฮะลาลอยู่ แต่ฮุกุมนี้ก็ยังคงดำเนินต่อจวบจนนบี ศ. เสียชีวิต” คำพูดนี้ของอุมัร ยืนยันคำอ้างข้างต้นที่ว่า “ไม่เคยมีอายะใดลงมายกเลิกอายะตุลมุตอะห์เลย”
คำกล่าวนี้ของอุมัร ซะรัคซีย์อุลามาซุนนีย์ก็เป็นผู้ยืนยันเองในตำราของตนว่าสายรายงานนั้น ศอฮี๊
وقد صحّ أنّ عمر رضى اللّه عنه نهى الناس عن المتعة فقال: متعتان كانتا على عهد رسول اللّهصلى اللّه عليه وسلم وأنا أنهى الناس عنهما ؛متعة النساء، ومتعة الحج .  / المبسوط للسرخسي ج4 ص27 – أصول السرخسي ج2 ص6
เป็นรายงานที่ ศอฮี๊จาก อุมัร (รฏ)ว่าท่านนั้นสั่งห้ามประชาชนจากการทำ มุตอะฮ์โดย อุมัรได้กล่าวว่า “มุตอะฮ์ทั้งสองในสมัยศาสดานั้นเคยเป็นที่ฮะล้าลอนุมัต แต่วันนี้ฉันขอทำการฮะรอมห้ามประชาชนจากมัน นั่นคือ การมุตอะฮ์สตรีและมุตอะฮ์ ฮัจญ์

 البَيْهَقِيُّ فَقَدْ رَوَاهُ كَمَا يَلِي: عَنْ أَبِي نَضْرةَ، عَنْ جَابِرٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ: قُلْتُ: إِنَّ ابْنَ الزُّبَيْرِ يَنْهَى عَنْ المُتْعَةِ وَإنَّ ابْنَ عَبَّاسٍ يَأْمُرُ بِهَا. قَالَ: عَلَى يَدَيْ جَرَى الحَدِيثُ: تَمَتَّعْنَا مَعَ رَسُولِ اللهِ (صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ) وَمَعَ أَبِي بَكْرٍ، فَلَمَّا وَلَّى عُمَرُ خَطَبَ النَّاسَ فَقَالَ: إِنَّ رَسُولَ اللهِ (صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ) هَذَا الرَّسُولُ، وَإِنَّ هَذَا القُرْآنَ هَذَا القُرْآنُ، وَإِنَّهُمَا كَانَتَا مُتْعَتَانِ عَلَى عَهْدِ رَسُولِ اللهِ (صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ) وَأَنَا أَنْهَى عَنْهُمَا وَأُعَاقِبُ عَلَيْهِمَا.

[3]- มีการยืนยันโดยบุคอรีย์ว่า ตราบเท่าที่นบี ศ. ยังคงมีชีวิตอยู่ ท่านไม่เคยห้ามเรื่องของการทำมุตอะห์ และคนแรกที่ห้ามเรื่องมุตอะห์ ก็คือ ท่านอุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ   ซึ่งคำให้การของบุคอรีย์ ก็สอดคล้องกับคำยืนยันของมุสลิมในศ่อฮิห์ของเขา ที่ระบุว่า ” อุมัร บิน ค็อฏฏ็อบ คือคนแรกที่ห้ามการมุตอะห์”

 حَدَّثَنَا حَامِدُ بْنُ عُمَرَ الْبَكْرَاوِيُّ، حَدَّثَنَا عَبْدُ الْوَاحِدِ يَعْنِي ابْنَ زِيَادٍ، عَنْ عَاصِمٍ، عَنْ أَبِي نَضْرَةَ، قَالَ: كُنْتُ عِنْدَ جَابِرِ بْنِ عَبْدِ اللهِ، فَأَتَاهُ آتٍ، فَقَالَ: ابْنُ عَبَّاسٍ وَابْنُ الزُّبَيْرِ اخْتَلَفَا فِي الْمُتْعَتَيْنِ، فَقَالَ جَابِرٌ: «فَعَلْنَاهُمَا مَعَ رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، ثُمَّ نَهَانَا عَنْهُمَا عُمَرُ، فَلَمْ نَعُدْ لَهُمَا»   / صحیح مسلم ج2 ص1022 المؤلف: مسلم بن الحجاج أبو الحسن القشيري النيسابوري المتوفى: 261هـ

อบูนัฏเราะห์กล่าวว่า ฉันได้นั่งร่วมอยู่กับ ญาบีร ได้ปรากฎชายหนึ่งขึ้นแล้วถามญาบีรว่า ระหว่างอิบนิอับบาส และอิบนิ ซุเบร ได้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นเกี่ยวกับเรื่องมุตอะห์ทั้งสอง(มุตอะห์ฮัจญ์-มุตอะห์ผู้หญิง) ญาบีร จึงกล่าวกับชายผู้นั้นว่า “เราได้ทำมุตอะห์ในสมัยของท่านร่อซูลฯ ต่อมาอุมัร ได้ห้ามมันทั้งสองแก่พวกเรา

 

ฉะนั้นจากที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถสรุปได้ใจความสั้นๆ ว่า เราพบว่ามีบุคคลหนึ่ง ด้จาบจ้วงดูถูกดูหมิ่นฮุก่มของอัลลอฮ์ ที่พระองค์ได้ทรงประทานอายัตกุรอ่าน ลงมาว่าด้วยเรื่องอนุมัติให้นิกะฮ์มุตอะฮ์ และวันนี้ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่สนองต่อนโยบายของคนๆนั้น  บุคคลที่ยกเลิกชะรีอัตของอัลลอฮ์ ก็คือ ท่านอุมัร และกลุ่มบุคคลที่สนองนโยบายของท่านอุมัร ก็คือ กลุ่มคนที่เชื่อว่า การมุตอะห์เป็นสิ่งที่ฮะรอม

ท่านอิมามอะลี อ. กล่าวถึงผลของการห้ามมุตอะห์ โดยอุมัร ไว้เช่นนี้ว่า

لَوْلَا نَهْيُ عُمَرَ عَنْ المُتْعَةِ مَا زَنَى إِلَا شَقِيٌّ.
หาก อุมัร ไม่ห้ามการนิกะห์มุตอะห์ก็จะไม่มีใครทำ ซินา ยกเว้นพวกที่สารเลวที่สุด ความว่า เหตุที่การซีนา เต็มบ้านเต็มเมือง ณ วันนี้เป็นผลของการยกเลิกบทบัญญัติของอัลลอฮ์ ในเรื่องมุตอะห์ ของอุมัร บิน ค็อตฎอบ