หน้าแรก อะห์กาม การตักลีดในทัศนะของชีอะห์-ซุนนี่ห์

การตักลีด[تقلید]ในทัศนะของชีอะห์-ซุนนี่ห์

219

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

การตักลีด[تقلید]ในทัศนะของชีอะห์-ซุนนี่ห์

divider

การตักลีด[تقلید]ในทัศนะของชีอะห์-ซุนนี่ห์

ชาวชีอะฮ์ เชื่อว่า ในส่วนของฟุรอุดดีนอันได้แก่ อะฮ์กาม(หลักการทางศาสนบัญญัติ) อันเกี่ยวข้องกับภาคปฏิบัติอิบาดะฮฺ เช่น การนมาซ การถือศีลอด การจ่ายซะกาต และการบำเพ็ญฮัจญ์ และอื่นๆนั้น จะต้องอาศัยหลักการที่จำเป็น อย่างใดอย่างหนึ่งในสามประการ คือ อิจติฮาดญ์ ,อิฮ์ติยาฎ และ ตักลีด

  • ใช้หลักอัล-อิจญ์ติฮาด[الاجتهاد] กล่าวคือ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถวินิจฉัยความศาสนา และสามารถพิจารณาในหลักฐานต่างๆ ทางด้านศาสนบัญญัติได้ด้วยตัวเอง(เป็นมุจตะฮิด)
  • เป็นผู้มีความรอบรู้ใช้หลักอิฮ์ติยาฏ[الإحتياط] กล่าวคือ จะต้องมีความรอบรู้ในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งนี้ถ้าหากเขามีความสามารถในการใช้หลักอิฮ์ติยาฏ
  • จะต้องเชื่อถือปฏิบัติตามมุจญ์ตะฮิด ผู้มีคุณสมบัติพร้อมมูล[التقليد] นั้นคือจะต้องเชื่อถือปฏิบัติตามมุจญ์ตะฮิดโดยจะต้องเชื่อถือตามมุจญ์ตะฮิดผู้มีชีวิตอยู่ มีสติปัญญา มีความเที่ยงธรรม มีความรอบรู้ มีความสามารถควบคุมจิตใจตนเอง มีความสามารถพิทักษ์ศาสนา มีความสามารถหักล้างอารมณ์ต่ำของตน เป็นผู้สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าของตนได้

ดังนั้นจึงอนุญาตให้ประชาชนทั่วไป ตักลีด และย้อนกลับไปได้ในข้อปลีกย่อยต่าง ๆ ทางศาสนา เพราะว่าระดับความสามารถในการวินิจฉัยความมิได้เป็นกิจการงานที่ง่ายดาย และมิได้อยู่ในวิสัยของคนทั้งหมดที่จะเข้าถึง หากแต่จำเป็นจะต้องใช้เวลาอย่างมากมาย จำเป็นจะต้องใช้ความรู้ ความพากเพียรและความแม่นยำในการศึกษาอย่างมาก ที่ตรงนี้มิได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเลย นอกจากแก่คนที่มีความจริงจังและมั่นคงเด็ดเดี่ยว และได้ทุ่มเทชีวิตของตนเองไปในเรื่องของการศึกษา วิเคราะห์และเรียนรู้ ฐานะของการอิจญ์ติฮาดจึงมิอาจแผ่ไปถึงใครได้ นอกจากผู้มีวาสนาอันใหญ่หลวงเท่านั้น

ฉะนั้น มุจญ์ตะฮิดผู้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมครบถ้วนตามเงื่อนไข ในทัศนะของชีอะฮ์ จึงเป็นที่ย้อนกลับไปยังประชาชนในเรื่องของคำวินิจฉัยความทางศาสน บัญญัติ และพวกท่านยังมีอำนาจในกิจการทั่ว ๆไปสำหรับผู้ที่การตักลีดต่อท่านอีกด้วย กล่าวคือเขาเหล่านั้นจะต้องย้อนกลับไปยังท่าน ทั้งในเรื่องของศาสนบัญญัติ และในเรื่องการตัดสินพิพากษาระหว่างพวกเขา ในเรื่องต่าง ๆ ที่พวกเขาขัดแย้งกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีพิพาทใดๆ ก็ตาม พวกเขาจะต้องส่งมอบซะกาตและคุมซฺจากทรัพย์สินของตัวแทนท่านอิมามมะฮ์ดี อ.

ข้อแตกต่างในคำสอนของชีอะฮ์-ซุนนี่ห์ในเรื่องตักลีด

  • มุจญ์ตะฮิดจะต้องเป็นผู้มีชีวิตอยู่เท่านั้นในการเริ่มต้นตักลีดสำหรับชาวชีอะห์

สำหรับชาวชีอะฮ์นั้น  พวกเขาไม่อนุญาตให้ตักลีดต่อผู้ที่ตายแล้วและให้ย้อนกลับไปตักลีดมุจญ์ฮิดที่มีชีวิตอยู่ อันเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไข ดังที่เราได้กล่าวมาแล้ว นี่คือหลักการหลังจากที่อิมามมะอฺศูม อ. ได้หายตัวไป และภารกิจของพวกเขาคือการย้อนกลับไปหานักปราชญ์ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในสมัยที่อิมามมะอฺศูมยังหายตัวอยู่ จนกระทั้งท่านจะปรากฎตัว
แต่สำหรับชาวซุนนี่ห์อนุญาติให้ตามอิมามคนใดคนหนึ่ง และพวกเขาสามารถย้อนกลับไปหาอิมามคนใดคนหนึ่งในสี่มัซฮับนั้นได้ ในปัญหาต่างๆ ทางด้าน ศาสนบัญญัติพวกเขาเหล่านั้นคือ อะบูฮานีฟะฮ์ ท่านมาลิก ท่านชาฟิอี และท่านอะฮ์มัด บินฮัมบัล กล่าวคือ  อะฮ์ลิซซุนนะฮ์ พวกเขาได้ทำการตักลีดกับรรดาอิมามที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลาหลายศตวรรษ ประตูแห่งการวินิจฉัยความทางศาสนาได้ถูกปิดตายสำหรับพวกเขาไปตั้งแต่สมัยนั้น และบรรดานักปราชญ์ทุกท่านที่ได้มีขึ้นหลังจากบุคคลเหล่านั้น ก็มีฐานะแค่เพียงการทำหน้าที่อธิบายความ และรวบเรื่องราวต่างๆของศาสนา เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของวิชาการทางศาสนบัญญัติของมัซฮับทั้งสี่
แน่นอนในบางยุคสมัยได้มีเสียงเรียกร้องจากบรรดานักปราชญ์สมัยใหม่บางท่านที่ตะโกนขึ้นมาเพื่อให้เปิดประตูและมีการย้อนกลับไปสู่การใช้หลักอิจญ์ฮาด เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆตามยุคสมัย เพราะเนื่องจากว่าได้เกิดปัญหาใหม่ๆขึ้นอย่างมากมายในขณะที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็นที่รู้กันแต่อย่างใดเลยในสมัยของอิมามทั้งสี่

  • มุจญ์ตะฮิดในความความเชื่อของชาวชีอะห์ เขาคือตัวแทนของอิมามมะฮ์ศูม

ชาวชีอะห์ เชื่อถือว่า มุจญ์ตะฮิดผู้มีความเพียบพร้อมตามเงื่อนไขต่างๆ ดังกล่าวแล้วนั้นคือ ตัวแทนของท่านอิมามมะฮ์ดี อ. ในช่วงสมัยที่ท่านอยู่ในสภาพที่เร้นลับ เขาจะได้สิทธิในด้านต่าง ๆ อันเป็นสิทธิของอิมาม เช่น สิทธิในการออกคำวินิจฉัยปัญหาทางศาสนา สิทธิในการตัดสินความในการพิพากษา และในการวางระเบียบกฏเกณฑ์ระหว่างประชาชน และถือว่าการปฏิเสธต่อเขาก็เท่ากับปฏิเสธต่อท่านอิมามมะฮ์ดี อ. ส่วนตาม

ทัศนะของชาวซุนนี่ห์ นั้น พวกเขาเชื่อว่า : มุจญ์ตะฮิดไม่ได้รับสิทธิในระดับนี้ กล่าวคือพวกเขามิได้เชื่อถือว่าอิมามเป็นตัวแทนของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. แต่พวกเขาสามารถย้อนกลับไปหาอิมามคนใดคนหนึ่งในสี่มัซฮับนั้นได้ ในปัญหาต่างๆ ทางด้าน ศาสนบัญญัติ พวกเขาเหล่านั้นคือ อะบูฮานีฟะฮฺ ท่านมาลิก ท่านชาฟิอี และท่านอะฮฺมัด บินฮัมบัล และบรรดานักวิชาการในสมัยปัจจุบันของอะฮฺลิซซุนนะฮฺก็มิได้มีความเคร่งครัดในการตักลีดกับคนหนึ่งคนใดในจำนวนบุคคลเหล่านี้อย่างแน่นอน  กล่าวคือ บางปัญหา พวกเขาจะถือตามอิมามคนใดคนหนึ่ง แต่ในอีกบางปัญหา พวกเขาจะถือตามบุคคลอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นไปอีกสุดแล้วแต่จะสอดคล้องกันกับสภาวการณ์ของพวกเขาเอง เช่นเดียวกันกับที่ผู้อาวุโสได้กระทำมาแล้วในกาลก่อน ซึ่งเขาจะรวบรวมข้อมูลทางศาสนบัญญัติที่ได้รับมาจากสี่มัซฮับ

  • ชาวซุนนีนั้นมิได้เชื่อถือในบทว่าด้วยความบริสุทธิ์ของบรรดาผู้เป็นอิมามเหล่านั้น

เช่นเดียวกับที่ ชาวซุนนีห์ นั้นมิได้เชื่อถือในบทว่าด้วยความบริสุทธิ์ของบรรดาผู้เป็นอิมามเหล่านั้น(อิมามทั้งสี่) ซึ่งพวกเขามิเคยได้อ้างสิ่งนั้นให้แก่ตัวเองเลย หากแต่พวกเขาเหล่านั้นยังมีโอกาสที่จะทำความผิดพลาด และทำถูกต้องก็ได้ พวกเขากล่าวว่า บุคคลเหล่านั้นจะได้รับรางวัลตอบแทนในทุกๆคำวินิจฉัยความของพวกเขากล่าวคือ พวกเขาจะได้รับรางวัลสองเท่า ถ้าหากวินิจฉัยความถูกต้องและพวกเขาจะได้รับรางวัลเดียวถ้าหากวินิจฉัยความผิดพลาด

ส่วน ชีอะฮ์อิมามียะฮ์ นั้น ในเรื่องการตักลีดสำหรับพวกเขามีอยู่สองระยะ
ระยะแรก คือสมัยของอิมามสิบสอง สำหรับระยะแรกนี้มีเวลานานถึงสามศตวรรษครึ่งโดยประมาณ และในยุคนั้นชีอะฮฺที่ปฏิบัติตามอิมามมะอ์ศูมผู้ซึ่งมิได้สอนตามทัศนะและหลักวินิจฉัยความของตน หากแต่โดยวิชาการ และโดยริวายะฮ์ที่เป็นมรดกสืบทอดกันมา จากปู่ทวดของพวกท่าน นั่นคือศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ.

ดั้งนั้นอิมามจะกล่าวในปัญหาหนึ่ง ๆ ว่า :  บิดาของข้าพเจ้าได้รับรายงานมาจากปู่ทวดของข้าพเจ้า ซึ่งได้รับรายงานมาจากญิบรีลซึ่งได้รับโองการมาจากอัลลอฮ์ ซ.บ.

ระยะที่สอง คือสมัยที่ท่านอิมามมะฮ์ดี อ. หายตัวไป ซึ่งระยะเวลามีมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นชีอะฮ์ จึงกล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ฮะลาล และนั่นคือสิ่งที่ฮะรอม ตามทัศนะของซัยยิดซิตตานี่ห์ หรือ ซัยยิดอะลีคอมาเนอีย์ อย่างนี้เป็นต้น ท่านทั้งสองยังคงมีชีวิตอยู่ ทัศนะท่านทั้งสองไม่แยกจากหลักการอิจญ์ติฮาดในการที่จะถอดรายละเอียดต่างๆทางด้านศาสนบัญญัติจากข้อบัญญัติในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ออกมาประกอบกับริวายะฮ์ของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ อ. เป็นประการที่หนึ่ง

หลังจากนั้นก็ได้อาศัยแนวทางของบรรดาผู้อาวุโสที่ทรงสิทธิทางวิชาการเป็นประการที่สอง เขาเหล่านั้นในเมื่อวิเคราะห์รายงานใด ๆของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยต์ อ. พวกเขาจะทำการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ในขั้นแรก ทั้งนี้ก็เพราะบุคคลเหล่านั้นเป็นอิมามผู้ซึ่งปฏิเสธการใช้ความคิดเห็นในศาสนบัญญัติ

และพวกเขากล่าวว่า “ไม่มีเรื่องใด ๆเกิดขึ้นเลยนอกจากจะต้องมีกฎเกณฑ์จาก อัลลอฮ์ ซ.บ. มาตัดสินทั้งสิ้น ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์”

เพราะถ้าหากว่าเราไม่สามารถค้นหากฎเกณฑ์ใดๆที่จะนำมาแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าอัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงละเลยเรื่องนั้น ๆหากแต่เป็นเพราะความด้อยทางวิชาการของเรา และความโง่เขลาของเราต่างหากที่ไม่อำนวยให้เราเข้าถึงวิชาการความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์นั้นๆ กล่าวคือ การไม่มีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มิใช่หลักฐานที่จะแสดงว่ากฎเกณฑ์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนั้น ๆจะไม่มีเสียเลยทีเดียว หลักฐานสำหรับเรื่องนี้ก็คือโองการของอัลลอฮ์ ซ.บ. ที่ทรงตรัสว่า

 مَّا فَرَّطْنَا فِي الْكِتَابِ مِن شَيْءٍ ثُمَّ إِلَىٰ رَبِّهِمْ يُحْشَرُونَ

[6:38]และเรามิได้ทำให้บกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดในคัมภีร์เลย