หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ อัษ-ษะก่อลัยน์ของท่านนบี ซุนนะตีย์ หรือ อะห์ลุบัยตีย์…?

อัษ-ษะก่อลัยน์ของท่านนบี ซุนนะตีย์ หรือ อะห์ลุบัยตีย์…? [كتاب الله وسنتي أم وعترتي]

159

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

อะห์ลุบัยตีย์ หรือ ซุนนะตีย์ ในฮะดิษ อัษ-ษะก่อลัยน์..?

divider

อะห์ลุบัยตีย์ หรือ ซุนนะตีย์ ในฮะดิษ อัษ-ษะก่อลัยน์..?
[كتاب الله وسنتي أم وعترتي]

เราเชื่อว่า จำเป็นสำหรับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ที่จะต้องละทิ้งหลักการใด ๆ ไว้เพื่อให้ประชาชาติได้ยึดถือ เพราะอันที่จริงท่านถูกแต่งตั้งให้เป็นเราะฮฺมะฮฺสำหรับสากลโลก และท่านปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้ประชาชาติของท่านเป็นประชาชาติที่ดีที่สุด และอย่าได้ขัดแย้งกันภายหลังจากท่าน ด้วยเหตุนี้ บรรดาสาวกและนักฮะดีษรายงานว่า ท่านศาสนทูตได้กล่าวว่า

إِنِّي تَارِكٌ فِيكُمْ مَا إِنْ تَمَسَّكْتُمْ‏ بِهِ لَنْ تَضِلُّوا بَعْدِي،  كِتَابُ‏ اللَّهِ‏  وَ عِتْرَتِي أَهْلُ بَيْتِي، وَ لَنْ يَتَفَرَّقَا حَتَّى يَرِدَا عَلَيَّ الْحَوْضَ، فَانْظُرُوا كَيْفَ تَخْلُفُونِي فِيهِمَا»؛

“ข้าพเจ้าได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการ ตราบใดที่พวกท่านยึดถือกับสองสิ่งนี้ ก็จะไม่หลงผิดภายหลังจากข้าพเจ้าอย่างเด็ดขาด นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซ.บ. และอะฮฺลุลบัยตฺของข้าพเจ้า และสองสิ่งนี้จะไม่แยกจากกัน จนกระทั่งได้คืนกลับสู่ข้าพเจ้า ณ อัล-เฮาฏ์ ดังนั้น จงพิจารณาดูเถิด พวกท่านขัดแย้งกับฉันในสองสิ่งนี้อย่างไร”[มุซตัดร็อก อัล-ฮากิม” เล่ม 3 หน้า 148]

นี่คือฮะดีษค่อฮีฮฺ ที่แน่นอน รายงานโดยนักฮะดีษของทั้งสองฝ่าย ซุนนีและชีอะฮฺ พวกเขารายงานไว้ในตำรามุซนัดทั้งหลายของพวกเขา และในตำราศ่อฮีฮฺของพวกเขา จากสายรายงานมากกว่าจำนวนสามสิบคนในหมู่ศ่อฮาบะฮฺ
โดยเหตุที่ว่าข้าพเจ้า ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่จะไม่อ้างหลักฐานจากตำราทั้งหลายของฝ่ายชีอะฮ์ และไม่นำคำพูดของนักปราชญ์ชีอะฮฺมาอ้างจึงถือเป็นความจำเป็นสำหรับข้าพเจ้าที่จะกล่าวถึงเฉพาะแต่นักปราชญ์สายซุนนีเท่านั้น ซึ่งนำฮะดีษนี้มารายงาน ในฐานะที่ยอมรับถึงความถูกต้อง  และเหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่สรุปมาอย่างสังเขปจากผู้รายงานฮะดีษนี้จากนักปราชญ์ซุนนะฮฺ

1. ศ่อฮีฮฺมุสลิม กิตาบ ฟะฎออิล อะลี บินอะบีฏอลิบ เล่ม 7 หน้า 122
2. ศ่อฮีฮฺติรมีซี เล่ม 5 หน้า 328
3. อิมาม อัน-นะซาอี ในเคาะศออิศ หน้า 21
4. อิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล เล่ม 3 หน้า 17
5. มุซตัดร็อก ฮากิม เล่ม 3 หน้า 109
6. กันซุล-อุมมาล เล่ม 1 หน้า 154
7. อัฏ-เฏาะบากอต อัล-กุบรอ ของอิบนุซะอัด เล่ม 2 หน้า 194
8. ญามิอุล-อุศูล ของอิบนิ อัล-อะซีซ เล่ม 1 หน้า 187
9. ญามิอุล-ศ่อฆีร ของซะยูฏี เล่ม 1 หน้า 353
10. มัจมุอุซซะวาอิด ของฮัยษุมี เล่ม 9 หน้า 163
11. อัล-ฟัตฮุล-กะบีร ของนับฮานี เล่ม 1 หน้า 451
12. อะซะดุล-ฆอบะฮฺ ฟี มะอฺริฟะติศ-ศ่อฮาบะฮฺ ของอิบนิ อัล-อะซีซ เล่ม 2หน้า 1
13. ตารีค อิบนุ อะซากิร เล่ม 5 หน้า 436
14. ตัฟซีร อิบนุ กะษีร เล่ม 4 หน้า 113
15. อัต-ตาญุล-ญามิอฺ ลิล-อุศูล เล่ม 3 หน้า 308

รวมทั้งท่านอิบนุฮะญัร ซึ่งได้กล่าวถึงฮะดีษนี้ในหนังสือ “ศ่อวาอิก” ของท่าน โดยยอมรับว่าเป็นฮะดีษศ่อฮีฮฺ และท่านซะฮะบี ในหนังสือ “ตัลคีศ” ก็ยอมรับว่า ฮะดีษนี้ศ่อฮีฮ์ตามเงื่อนไขของบุคอรี-มุสลิม
ท่านเคาะวาริซมี อัล-ฮะนะฟี อิบนุ อัล-มะฆอซะลี อัช-ชาฟิอี ท่านฏ็อบรอนีในหนังสือ “อัล-มัอฺญัม” และเช่นเดียวกับเจ้าของหนังสือ “ซีเราะตุน-นุบูวะฮฺ” ในภาคผนวก “ซีเราะฮฺอัล-ฮะละบียะฮฺ” และเจ้าของหนังสือ “ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ” และอื่นๆ

ดังนั้น ฮะดีษ อัษ-ษะเกาะลัยน์ที่ท่านนบี ศ. ได้สั่งเสียไว้ว่า ให้ยึดถือคัมภีร์ของอัลลอฮ์ และเชื่อสายอันบริสุทธิ์ของท่าน เป็นฮะดีษศ่อฮีฮฺ ตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ดังที่ได้กล่าวผ่านไปแล้ว และถือเป็นฮะดีษที่มีสายงานมุตะวาติร ตรงกันหลายสาย และหลายผู้รายงาน แล้วทำไมที่บางคนยังตั้งข้อสงสัยในฮะดีษนี้ โดยพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเปลี่ยนฮะดีษนี้ไปเป็น “คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮ์ของฉัน” ?!!!

 

ฮะดีษที่ว่า “คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮฺของฉัน” คือฮะดิษอุปโลกน์ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

หลังจากเราได้ศึกษาฮะดีษที่ว่า “คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮฺของฉัน” เราก็จะพบว่า ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งในด้านการรายงานและในด้านสติปัญญา และเรามีบางประเด็นที่สามารถคัดค้านได้ดังนี้

[1] – นักประวัติศาสตร์ และนักฮะดีษชาวซุนนะห์ต่างมีความเชื่อถือตรงกันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ห้ามการบันทึกคำพูดของท่าน และมิได้มอบหมายให้คนใดทำหน้าที่บันทึกซุนนะฮฺนบี ศ. ในสมัยที่ท่านนบี ศ. มีชีวิตอยู่ ดังนั้น คำพูดของท่านศาสนทูต ศ. ที่ว่า “ฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮฺของฉัน” จึงไม่สอดคล้องในส่วนของคัมภีร์ที่ถูกวะฮฺยูลงมา และถูกจดจำไว้ในใจของคนทั้งหลายที่ศ่อฮาบะฮฺคนใดก็สามารถจะย้อนกลับไปหาคัมภีร์ได้ ถึงแม้จะไม่จดจำก็ตาม
แต่ในส่วนของซุนนะฮฺท่านนบี ศ. นั้น ไม่ได้เป็นหนังสือที่ถูกบันทึกไว้แต่อย่างใด คือไม่เป็นตำรา หรือเป็นหนังสือที่ถูกรวบรวมไว้ในสมัยของท่านนบี ศ. ดังนั้น ซุนนะฮฺนบี ศ. ซึ่งเป็นที่รู้กัน และเชื่อถือตรงกันก็คือ ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ท่านศาสนทูต ศ. ได้พูดไว้ ได้กระทำไว้ หรือได้แสดงออกไว้ และเป็นที่รู้กันอีกเช่นกันว่า ท่านศาสนทูต ศ. ไม่เคยจัดประชุมศ่อฮาบะฮฺของท่านเพื่อสอนซุนนะฮฺของท่านนบี ศ. แต่ท่านจะพูดในทุก ๆโอกาส และบางทีก็จะมีพวกเขาบางคนมาหา และมักจะไม่มีใครอยู่พร้อมกับท่าน นอกจากศ่อฮาบะฮฺของท่านคนเดียว แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรสำหรับท่านศาสนทูต ศ. ในสภาพการณ์เช่นนั้นที่จะกล่าวกับพวกเขาว่า “ฉันได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งซุนนะฮฺของฉัน” ??

[2] – ก่อนการวะฟาต ของท่านนบี ศ. สามวัน ท่าน ศ. ได้ขอกระดาษและปากกาจากพวกเขาเพื่อจะบันทึกข้อความไว้ให้พวกเขา ซึ่งจะไม่ทำให้พวกเขาหลงผิดภายหลังจากท่านตลอดกาล ดังนั้นอุมัร บิน ค็อฏฏอบ ก็ได้กล่าว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ได้มีอาการเพ้อไปแล้ว เรามีคัมภีร์ของอัลลอฮ์แล้วก็พอ”(จาก ศ่อฮีฮฺบุคอรี” บทว่าด้วย การป่วยของนบีและการวะฟาต เล่ม 5 หน้า 138)

ถ้าหากว่าก่อนหน้านั้นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ เคยได้พูดกับพวกเขาว่าฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่าน คือ “คัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซ.บ.และซุนนะฮฺของฉัน” ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ก็ย่อมไม่กล้าจะพูดออกมาว่า “เรามีคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ก็พอแล้ว”
เพราะการพูดเช่นนั้น เท่ากับว่าท่านศ่อฮาบะฮฺที่พูดตามคำพูดของท่านปฏิเสธต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศ. และถือว่าการปฏิเสธต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศ. เป็นกาฟิรอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่ต้องสงสัยเลยชาวซุนนี่ห์นั้น กลับพอใจในเรื่องนี้ (ขอเสริมตรงนี้ว่า ท่านอุมัรเป็นผู้ที่ยับยั้งศ่อฮาบะฮ์ จากรายงานฮะดีษ ไหนว่า ฮะดิษอันเป็นซุนนะห์ของท่านนบี คือ ษะก่อลัยน์…?!!!)

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเข้าใจว่าฮะดีษนี้ได้ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยคนรุ่นหลังบางกลุ่มที่ขัดขวางบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ อ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้ขจัดพวกเขาออกพ้นตำแหน่งค่อลีฟะฮฺไปแล้วดูเหมือนว่าผู้อุปโลกน์ฮะดีษ “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของฉัน” ต้องการจะให้ประชาชนยึดถือคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และละทิ้งเชื้อสายนบี ศ. แล้วเอาบุคคลอื่น นอกเหนือจากคนเหล่านั้นเป็นผู้นำ โดยเขาคิดว่าการปลอมฮะดีษขึ้นมาจะช่วยส่งเสริมเส้นทางเดินของพวกเขา และทำให้ห่างไกลจากการวิพากษ์วิจารณ์ศ่อฮาบะฮฺ ที่ขัดขืนคำสั่งเสียของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศ.

[3] – เป็นที่รู้อีกว่า ซุนนะฮ์มิได้มีการถูกบันทึกแต่อย่างใด นอกจากเมื่อมาถึงสมัยของอาณาจักรอับบาซียะฮฺ และหนังสือเล่มแรกที่มีการบันทึกฮะดีษก็คือ “มุวัฏเฏาะฮฺ” ของอิมามมาลิก นี่คือหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างใหญ่หลวงไปแล้ว โดยผ่านเหตุการณ์ฮิจญ์เราะฮฺหลังจากเมืองมะดีนะฮฺมีอิสรภาพ ศ่อฮาบะฮฺได้ถูกสังหารในเหตุการณ์นั้นอย่างทารุณ แล้วประชาชนจะให้การยอมรับอย่างสนิทใจกับรายงานบอกเล่าของผู้ที่ใกล้ชิดกับนักปกครองที่เดินในเส้นทางของโลกดุนยาได้อย่างไร
เราจะเชื่อได้อย่างไรว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศ. พูดว่า “ฉันได้ละทิ้งคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของฉันไว้ในหมู่พวกท่าน” จริงในขณะที่ท่านเองก็ทราบดีอยู่แล้วว่าพวกมุนาฟิก พวกสร้างปัญหาที่ผิดพลาดจะกุเรื่องขึ้นมาใส่ท่าน ซึ่งท่านเคยได้กล่าวไว้ว่า

“คนที่โกหกใส่ฉันจะมีมากมาย ดังนั้น ผู้ใดที่โกหกใส่ฉันก็ให้เขาเตรียมที่นั่งของเขาไว้ในไฟนรก”(ศ่อฮีฮฺบุคอรี หมวดว่าด้วย ความรู้ เล่ม 1 หน้า 36)

เพราะในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้น ได้มีคนโกหกใส่ท่านมากมาย หมายความว่าศ่อฮาบะฮฺของท่านบางคน บอกเล่าฮะดีษของท่านด้วยการใส่ความเท็จแล้วอ้างอิงท่านนบี ศ. เข้าไป แล้วท่านจะมอบภาระให้อุมมะฮฺของท่านปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถจะรู้ถึงความถูกต้องที่ไม่มีการทำให้บกพร่องสำหรับฮะดีษนั้น ๆ

[4] – ชาวซุนนี่ห์ ได้รายงานไว้ในตำราศ่อฮีฮ์ของพวกเขาว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศ. ละทิ้งสิ่งสำคัญสองประการ หรือสองค่อลีฟะฮฺ หรือสองสิ่งก็ตาม

ครั้งหนึ่งพวกเขารายงานว่า : คัมภีร์ของอัลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านศาสนทูตของพระองค์ ศ.
ครั้งต่อมารายงานว่า : หน้าที่ของพวกท่านคือซุนนะฮฺของฉันและซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺรอชิดีน หลังจากฉัน
จำเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวที่จะต้องยอมรับว่า ฮะดีษถัดมานั้น ผนวกต่อกับกิตาบุลลอฮ์(คัมภีร์ของอัลลอฮฺ)และซุนนะฮฺของศาสนทูตของพระองค์ ศ. นั่นก็คือ ซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺรอชิดีน จึงเป็นอันว่า ได้มีหลักยึดตามศาสนบัญญัติขึ้นมา สามประการ แทนที่จะเป็น สองประการ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าขัดกับฮะดีษษะเกาะลัยน์ ที่เป็นศ่อฮีฮฺและเชื่อถือตรงกันทั้งฝ่ายซุนนะฮฺของชีอะฮ์