หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ หลักศรัทธาของชีอะห์-ซุนนี่ห์ ในเรื่องการให้ซีฟัตรูปร่างแก่อัลลอฮ์ ซ.บ.

หลักศรัทธาของชีอะห์-ซุนนี่ห์ ในเรื่องการให้ซีฟัตรูปร่างแก่อัลลอฮ์ ซ.บ.

169

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

หลักศรัทธาที่มีต่อ “อัลลอฮ์ ซ.บ.”  ตามทัศนะของชีอะห์และซุนนี่ห์

 

divider

 

หลักศรัทธาที่มีต่อ “อัลลอฮ์ ซ.บ.”  ตามทัศนะของชีอะห์และซุนนี่ห์

ประเด็นสำคัญที่จะนำมากล่าวในข้อนี้คือเรื่องการมองเห็นอัลลอฮ์ ซ.บ. เพราะแท้จริงชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ได้ยืนยันเช่นกันว่า บรรดาผู้ศรัทธาทุกคนจะได้เห็นพระองค์ในวันปรโลก

และเมื่อได้ศึกษาดูในหนังสือศ่อฮีฮ์หลาย ๆเล่มของซุนนะฮฺไม่ว่าจะเป็นบุคอรี หรือมุสลิม เราจะพบว่ารายงานเหล่านั้นยืนยันอย่างหนักแน่นถึงการมองเห็นอัลลอฮ์ ซ.บ.อย่างแท้จริง มิใช่เป็นคำเปรียบเปรยแต่อย่างใด[1]

ยิ่งกว่านั้น เรายังพบว่าในตำรานั้นๆยังมีการนำความละม้ายคล้ายคลึงกับสิ่งใดๆให้แก่อัลลอฮ์ ซ.บ.ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ยิ่ง และถือว่า

  • พระองค์ทรงหัวเราะ[2]
  • ทรงเสด็จมา และทรงดำเนินและทรงลงมาชั้นฟ้าของโลกดุนยา[3]
  • ยิ่งกว่านั้น ยังว่าพระองค์ทรงถลกหน้าแข้ง ซึ่งมีสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้จักพระองค์[4]
  • ทรงวางเท้าของพระองค์ลงในนรกญะฮันนัม นรกจึงเต็ม และมันพูดขึ้นว่า “พอแล้ว พอแล้ว” และอื่นๆนอกจากนี้อีกหลายประการ และหลายลักษณะที่องค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ผู้ทรงสูงสุดยิ่ง บริสุทธิ์เกินกว่าจะเปรียบเทียบเช่นนั้นได้[5]ข้าพเจ้าจำได้ว่า เคยได้เคยได้ยินการบรรยายโดยอิหม่ามสายวะฮาบี ว่า “อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงมีมือสองมือ มีเท้าสองเท้า มีสองตาและมีใบหน้า”เมื่อชาวชีอะห์ได้คัดค้านพวกเขาเรื่องนี้ พวกเขาก็จะยกหลักฐานโองการอัล-กุรอาน ว่า :

وَقَالَتِ الْيَهُودُ يَدُ اللَّهِ مَغْلُولَةٌ غُلَّتْ أَيْدِيهِمْ وَلُعِنُوا بِمَا قَالُوا بَلْ يَدَاهُ مَبْسُوطَتَانِ

“และพวกยะฮูดได้กล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮ์ถูกพันธนาการไว้แล้ว มือของพวกเขานั่นแหละที่ถูกพันธนาการและถูกสาปแช่ง เพราะสิ่งที่พวกเขากล่าว แต่ทว่า พระหัตถ์ของพระองค์นั้นแผ่ไพศาลทั้งสองข้างเสมอ” (อัล-มาอิดะฮฺ / 64 )

และพวกเขาได้อ้างอีกโองการว่า

وَاصْنَعِ الْفُلْكَ بِأَعْيُنِنَا وَوَحْيِنَا

“และทรงสร้างเรือขึ้นต่อสายตาของเรา…” (ฮูด / 37 )

และอ่านอีกโองการว่า

وَيَبْقَىٰ وَجْهُ رَبِّكَ ذُو الْجَلَالِ وَالْإِكْرَامِ

“ทุกสิ่งที่อยู่บนมันย่อมมลายสิ้น แต่พระพักตร์แห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าเท่านั้น ที่ยังคงอยู่” (อัร-เราะฮฺมาน / 27)

แต่หากย้อนดูคำอธิบายจากอะห์ลุลบัยต์นบี อ. ก็จะประจักษ์ชัดว่า “ทุกโองการเหล่านี้ที่พวกเขาหยิบยกมาอ้างและอื่น ๆอีก เป็นเพียงข้อความเปรียบเทียบเท่านั้น มิได้หมายความอย่างนั้นจริง ๆ”

และหากมีใครคัดค้านว่า  “ทุก ๆข้อความของอัลกุรอานล้วนมีความหมายตามความเป็นจริง ไม่มีข้อความเปรียบเทียบในอัลกุรอาน”

เราก็จะกล่าวตอบพวกเขาว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านจะอธิบายอย่างไรกับโองการที่ว่า :

وَمَن كَانَ فِي هَٰذِهِ أَعْمَىٰ فَهُوَ فِي الْآخِرَةِ أَعْمَىٰ وَأَضَلُّ سَبِيلًا

“ ผู้ใดอยู่บนโลกนี้อย่างคนตาบอด ดังนั้นในโลกอาคิเราะฮ์ เขาก็จะตาบอด” (อัล-อิซรออ์ / 72)

หรือว่าชาวซุนนะห์จะให้ความหมายโองการนี้ไปตามความหมายที่ตรงตัวจริง ? คือทุกคนที่ตาบอดโลกนี้ก็จะเป็นคนตาบอดในปรโลก

ฉะนั้น ในอัล-กุรอานนั้นมีข้อความที่เป็นคำเปรียบเปรยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโองการต่าง ๆที่กล่าวถึงลักษณะเรือนร่างหรือความละม้ายคล้ายคลึงของอัลลอฮ์ ซ.บ.

ถ้าหากชาวซุนนะห์ยังยืนกรานตามความเห็นเดิมก็แสดงว่า พวกเขายอมรับว่า ในวันกิยามัตทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมลายหายสิ้น ยกเว้นพระพักตร์ของพระองค์ ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า พระหัตถ์ของพระองค์ เท้าทั้งสองของพระองค์ และทุกส่วนในเรือนร่างของพระองค์ก็เสียหายจนหมดสิ้นไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกจากพระพักตร์ของพระองค์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง อัลลอฮ์ทรงสูงส่งเกรียงไกรเกินกว่าเรื่องเหล่านี้ที่มนุษย์จะเปรียบเปรยได้”

ใช่แล้ว อะกีดะฮฺของชาวซุนนะห์ในเรื่องของอัลลอฮ์ ซ.บ. ตามตำราศ่อฮีฮ์และคำบรรยายของพวกเขาเป็นอย่างนี้ และส่วนใหญ่ศรัทธาว่าต้องได้เห็นอัลลอฮ์ ซ.บ.ในวันปรโลก และถือว่าพวกเขาจะได้เห็นพระองค์เหมือนอย่างเห็นเดือนอันปราศจากเมฆใด ๆ และพวกเขายกหลักฐานตามโองการที่ว่า

وُجُوهٌ يَوْمَئِذٍ نَّاضِرَةٌ إِلَىٰ رَبِّهَا نَاظِرَةٌ

“ใบหน้าทั้งหลายในวันนี้จะสดใส ต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาในฐานะผู้ที่มองดูอยู่” (อัล-กิยะมะฮฺ / 23)

ขอให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาถึงอะกีดะฮ์ของชีอะฮฺอิมามียะฮ์ในเรื่องเดียวกันดูแล้วจิตใจของท่านจะรู้สึกว่าปลอดโปร่ง สติปัญญาของท่านจะบังเกิดการยอมรับการตีความหมายโองการอัล-กุรอาน ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงเรือนร่างและความละม้ายคล้ายคลึงของอัลลอฮ์ ซ.บ. อันเป็นการใช้คำในลักษณะเปรียบเปรยและเทียบความอันหาใช่มีความเป็นจริงตามความหมายภายนอกของข้อความนั้น ๆ ไม่เหมือนดังที่คนบางกลุ่มเข้าใจ

ท่านอิมามอะลี อ. กล่าวไว้ในเรื่องนี้ว่า

عنه عليه السلام : الذي لا يُدرِكُهُ بُعدُ الهِمَمِ ، و لا يَنالُهُ غَوصُ الفِطَنِ ، الّذي لَيسَ لِصِفَتِهِ حَدٌّ مَحدودٌ ، و لا نَعتٌ مَوجودٌ ، و لا وَقتٌ مَعدودٌ ، و لا أجَلٌ مَمدودٌ

“ถึงจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจลึกซึ้งมากแค่ไหน ก็มิอาจเข้าถึงพระองค์ได้ถึงจะมีความฉลาดหลักแหลมสักแค่ไหน ก็มิอาจเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อพระองค์ ไม่มีขอบเขตใดๆจำกัดคุณลักษณะของพระองค์ ไม่มีสภาวะอันใดเทียบเคียงพระองค์ได้ ไม่มีกาลเวลาใดกำหนดพระองค์ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ใดยึดเหนี่ยวพระองค์ได้”[5]

ท่านอิมามบาเกร อ.  ได้กล่าวตอบโต้พวกที่ถือว่า อัลลอฮ์ ซ.บ. มีลักษณะคล้ายคลึงสิ่งอื่นไว้ว่า

بل کل ما میزناه بأوهامنا فی أدق معانیه فهو مخلوق مصنوع مثلنا مردودإلینا

“หามิได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจินตนาการมันขึ้นมาด้วยความเข้าใจของเราในความหมายที่ละเอียดที่สุดนั้น ยังถือว่าเป็นมัคลูกอันถูกสรรสร้างขึ้นเหมือนกับเรา มันเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมายังตัวเราเอง”

เราถือว่าเพียงพอแล้ว โดยการตอบของอัลลอฮ์ ซ.บ.เอง ในคัมภีร์ของพระองค์ที่ว่า

{ لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ }

“ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์เลย”

และโองการที่ว่า

{ لَّا تُدْرِكُهُ الْأَبْصَارُ }

“ไม่มีสายตาใดเข้าถึงพระองค์ได้เลย”

และคำตรัสของพระองค์ต่อนบีมูซา อ. ผู้สนทนาของพระองค์ เมื่อตอนที่ขอให้ได้มองเห็นพระองค์ว่า

“เขากล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลโปรดบันดาลให้ข้าได้เห็นยังพระองค์ด้วยเถิด”

พระองค์ตรัสว่า

{ قَالَ رَبِّ أَرِنِي أَنظُرْ إِلَيْكَ ۚ قَالَ لَن تَرَانِي }

“เจ้าไม่อาจเห็นข้าได้เลย”

คำว่า “ลัน” (لَن / ไม่อาจ) หมายความว่า “ไม่อาจที่จะเห็นได้ตลอดกาล” เป็นการปฎิเสธตลอดกาล

ทุกอย่างเหล่านี้เป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาด ในการตัดสิ้นว่า คำสอนของชาวชีอะฮ์นั้นถูกต้อง เพราะพวกเขาอ้างตามคำสอนของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยต์  ผู้เป็นรากฐานของวิชาการเป็นที่ตั้งคำสอนของศาสนา และเป็นผู้ที่อัลลอฮ์ ซ.บ.ให้พวกเขารับมรดกความรู้แห่งคัมภีร์ ดังวจนะของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ที่ว่า

إِنِّي تَارِكٌ فِيكُمْ مَا إِنْ تَمَسَّكْتُمْ‏ بِهِ لَنْ تَضِلُّوا بَعْدِي،  كِتَابُ‏ اللَّهِ‏  وَ عِتْرَتِي أَهْلُ بَيْتِي، وَ لَنْ يَتَفَرَّقَا حَتَّى يَرِدَا عَلَيَّ الْحَوْضَ، فَانْظُرُوا كَيْفَ تَخْلُفُونِي فِيهِمَا»؛

“ข้าพเจ้าได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการ ตราบใดที่พวกท่านยึดถือกับสองสิ่งนี้ ก็จะไม่หลงผิดภายหลังจากข้าพเจ้าอย่างเด็ดขาด นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซ.บ. และอะฮฺลุลบัยตฺของข้าพเจ้า และสองสิ่งนี้จะไม่แยกจากกัน จนกระทั่งได้คืนกลับสู่ข้าพเจ้า ณ อัล-เฮาฏ์ ดังนั้น จงพิจารณาดูเถิด พวกท่านขัดแย้งกับฉันในสองสิ่งนี้อย่างไร”[มุซตัดร็อก อัล-ฮากิม” เล่ม 3 หน้า 148]

 

เชิงอรรถ:

[1]- ศ่อฮีฮฺบุคอรี” เล่ม 2 หน้า 47, เล่ม 5 หน้า 179, เล่ม 6 หน้า 33
[2]- ศ่อฮีฮฺบุคอรี” เล่ม 4 หน้า 226, เล่ม 5 หน้า 47-48, และ “ศ่อฮีฮฺมุสลิม” เล่ม 1 หน้า 114-122
[3]- ศ่อฮีฮฺบุคอรี” เล่ม 8 หน้า 197
[4]- ศ่อฮีฮฺบุคอรี” เล่ม 8 หน้า 182
[5]- นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ” อธิบายโดย มุฮัมมัด อับดุฮฺ เล่ม 1 คุฏบะฮฺที่ 1