หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ ทำไมชีอะห์จึงเชื่อว่า “อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ” ผู้อ้างตนเป็นยะมานีย์ และมะดียีนคนแรก คือจอมลวงโลก ?

ทำไมชีอะห์จึงเชื่อว่า “อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ” ผู้อ้างตนเป็นยะมานีย์ และมะดียีนคนแรก คือจอมลวงโลก ?

120

หลักฐานที่อะห์มัด ฮะซัน นำมาอ้างเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า เขาคือ ยะมานีย์ ที่ถูกสัญญาไว้ และเป็นมะดียีนคนที่ 1 คือตัวทำลายความน่าเชื่อถือของเขาเอง…จนหมดสิ้น

divider

ทำไมชีอะห์จึงเชื่อว่า “อะห์มัด ฮะซัน ก่อเตี้ยะ” ที่อ้างตัวเองเป็นยะมานีย์ และมะดียีนคนที่ 1 และเป็นร่อซูลฯของท่านอิมามมะฮ์ดี อ. ที่ถูกส่งมายังประชาชาติยุคนี้ จึงเป็นจอมลวงโลก ? 

ในช่วงหลายปีที่ผ่าน ท่านผู้อ่านคงจะได้ยินเรื่องราวของชายคนหนึ่งจากเมืองบัศเราะห์ ประเทศอิรัก  ที่ออกมาอ้างว่า ตัวเขาคือ ยะมานีย์เมาอูด ตามพันธะสัญญา และเป็นมะดียีนคนที่ 1 ในหมู่มะดียีน 12 คน และอีกทั้งยังเป็นทูตของท่านอิมามมะฮ์ดีอีกด้วย

ประวัติของ อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ มีการบันทึกไว้ว่า เขาจบการศึกษาจากมหาลัยอิรัก ด้านสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อด้านศาสนาในเฮาซะฮ์(สถาบันสอนศาสนา) ณ เมืองนะยัฟ

เริ่มเรื่องของเขาตามคำบอกเล่าของเขาเองว่า ในคืนหนึ่งเขาได้เจออิมามมะฮ์ดี ในความฝัน ต่อมาไม่นานเขาก็ได้อ้างว่า ได้พบกับอิมามมะฮ์ดี อ. ตัวเป็นๆ ที่ไม่ใช่ความฝัน และอิมามมะฮ์ดี อ. ได้มีคำสั่งให้เขาทำหน้าที่ในฐานะตัวเเทนของท่านอิมาม อ. เรียกร้องประชาชนไปสู่ทางนำ

ต่อมาไม่นานเขาได้อ้างอีกว่า เขาคือบุตรชายของท่านอิมมะฮ์ดี และเป็น ยะมานีย์ตามที่ระบุไว้ในริวายะฮ์ และ เป็นอิมามคนที่ 13 จากอะห์ลุลบัยต์นบี เขาคือ มะฮ์ดียีนคนแรก ในหมู่ 12 มะฮ์ดียีน

และเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่เขาเรียกร้องให้ผู้คนที่ได้ยินข่าวคราวของเขามอบบัยอะฮ์ให้กับเขา และผู้ใดที่ปฎิเสธเขา ให้ถือว่า ผู้นั้นออกจากวิลายะของท่านอิมามอะลี อ. และเป็นชาวนรก!!!!!

หลักฐานที่สำคัญที่สุดของ อะห์มัด อิสมาเอล กอเตี้ยะ เพื่อยืนยันในสิ่งที่เขาอ้างมา ทั้งหมด ก็คือ “ฮะดิษวะซียะฮ์ในค่ำคืนวะฟาตของท่านนบี ศ. หรือ พินัยกรรมสุดท้ายของท่านนบี ศ. ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ในคืนวะฟาตของท่าน ได้มีรับสั่งแก่ท่านอิมามอะลี อ. ให้ทำการจดบันทึก

ฮะดิษวะซียะฮ์ในค่ำคืนวะฟาตของท่านนบี ศ. คือ

أَخْبَرَنَا جَمَاعَةٌ عَنْ أَبِي عَبْدِ اللَّهِ الْحُسَيْنِ بْنِ عَلِيِّ بْنِ سُفْيَانَ الْبَزَوْفَرِيِ‌ عَنْ عَلِيِّ بْنِ سِنَانٍ الْمَوْصِلِيِّ الْعَدْلِ عَنْ عَلِيِّ بْنِ الْحُسَيْنِ عَنْ أَحْمَدَ بْنِ مُحَمَّدِ بْنِ الْخَلِيلِ عَنْ جَعْفَرِ بْنِ أَحْمَدَ الْمِصْرِيِ‌ عَنْ عَمِّهِ الْحَسَنِ بْنِ عَلِيٍّ عَنْ أَبِيهِ عَنْ أَبِي عَبْدِ اللَّهِ جَعْفَرِ بْنِ مُحَمَّدٍ عَنْ أَبِيهِ الْبَاقِرِ عَنْ أَبِيهِ ذِي الثَّفِنَاتِ‌ سَيِّدِ الْعَابِدِينَ عَنْ أَبِيهِ الْحُسَيْنِ الزَّكِيِّ الشَّهِيدِ عَنْ أَبِيهِ أَمِيرِ الْمُؤْمِنِينَ علیه‌السلام قَالَ‌ : قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلی‌الله علیه و آله فِي اللَّيْلَةِ الَّتِي كَانَتْ‌ فِيهَا وَفَاتُهُ‌ لِعَلِيٍّ علیه‌السلام يَا أَبَا الْحَسَنِ أَحْضِرْ صَحِيفَةً وَ دَوَاةً فَأَمْلَأَ رَسُولُ اللَّهِ صلی‌الله علیه و آله وَصِيَّتَهُ حَتَّى انْتَهَى إِلَى هَذَا الْمَوْضِعِ فَقَالَ يَا عَلِيُّ إِنَّهُ سَيَكُونُ بَعْدِي اثْنَا عَشَرَ إِمَاماً وَ مِنْ بَعْدِهِمْ اثْنَا عَشَرَ مَهْدِيّاً فَأَنْتَ يَا عَلِيُّ أَوَّلُ الِاثْنَيْ عَشَرَ إِمَاماً سَمَّاكَ اللَّهُ تَعَالَى فِي سَمَائِهِ‌ عَلِيّاً الْمُرْتَضَى وَ أَمِيرَ الْمُؤْمِنِينَ وَ الصِّدِّيقَ الْأَكْبَرَ وَ الْفَارُوقَ الْأَعْظَمَ وَ الْمَأْمُونَ وَ الْمَهْدِيَّ فَلَا تَصِحُّ هَذِهِ الْأَسْمَاءُ لِأَحَدٍ غَيْرِكَ يَا عَلِيُّ أَنْتَ وَصِيِّي عَلَى أَهْلِ بَيْتِي حَيِّهِمْ وَ مَيِّتِهِمْ وَ عَلَى نِسَائِي فَمَنْ ثَبَّتَّهَا لَقِيَتْنِي غَداً وَ مَنْ طَلَّقْتَهَا فَأَنَا بَرِي‌ءٌ مِنْهَا لَمْ تَرَنِي‌ وَ لَمْ أَرَهَا فِي عَرْصَةِ الْقِيَامَةِ وَ أَنْتَ خَلِيفَتِي عَلَى أُمَّتِي مِنْ بَعْدِي

فَإِذَا حَضَرَتْكَ الْوَفَاةُ فَسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِيَ الْحَسَنِ الْبَرِّ الْوَصُولِ‌ فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِيَ الْحُسَيْنِ الشَّهِيدِ الزَّكِيِّ الْمَقْتُولِ فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ سَيِّدِ الْعَابِدِينَ ذِي الثَّفِنَاتِ عَلِيٍّ فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ مُحَمَّدٍ الْبَاقِرِ فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ جَعْفَرٍ الصَّادِقِ فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ مُوسَى الْكَاظِمِ

فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ عَلِيٍّ الرِّضَا فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ مُحَمَّدٍ الثِّقَةِ التَّقِيِّ فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ عَلِيٍّ النَّاصِحِ فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ الْحَسَنِ الْفَاضِلِ فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ مُحَمَّدٍ الْمُسْتَحْفَظِ مِنْ آلِ مُحَمَّدٍ علیهم‌السلام فَذَلِكَ اثْنَا عَشَرَ إِمَاماً  ثُمَّ يَكُونُ مِنْ بَعْدِهِ اثْنَا عَشَرَ مَهْدِيّاً   فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ  فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ أَوَّلِ الْمُقَرَّبِينَ‌ لَهُ ثَلَاثَةُ أَسَامِيَ اسْمٌ كَاسْمِي وَ اسْمِ أَبِي وَ هُوَ عَبْدُ اللَّهِ وَ أَحْمَدُ وَ الِاسْمُ الثَّالِثُ الْمَهْدِيُّ هُوَ أَوَّلُ الْمُؤْمِنِين‌

ความหมาย : รายงานจากท่านอิมามอะลี อ. ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์กล่าวกับท่านอะลี ในคืนที่ท่านวายชนม์ว่า
โอ้บิดาแห่งฮะซัน เจ้าจึงนำปากกากับน้ำหมึกมาเถิด แล้วท่านร่อซูลฯ ก็ได้สั่งให้เขียนคำสั่งเสีย จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี้ ท่าน ศ. จึงกล่าวว่า
โอ้อะลี ภายหลังจากฉันจะมีสิบสองอิมาม และภายหลังจากพวกเขาแล้วจะมีสิบสองมะฮ์ดี ดังนั้นโอ้อะลีเจ้าคือคนแรก ในบรรดาอิมามทั้งสิบสอง อัลลอฮ์ได้ขนานนามเจ้า ตามพระนามของอัลลอฮ์ว่า อะลี อัลมุรตะฎอ ,ศีดดีกุลอักบัร ,อัลฟารุก ,อัลอะซ็อม ,อัลมะมูน และอัลมะฮ์ดี บรรดาชื่อเหล่านี้จะไม่ถูกต้องที่บุคคลอื่นจะนำไปใช้ โอ้อะลี เจ้าคือทายาทของฉันในเหล่าบรรดาอะห์ลุลบัยต์ของฉัน ทั้งที่มีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว และสำหรับบรรดาภรรยาของฉัน ถ้าใครยึดมั่นในคำสั่งเสียนี้ นางก็จะได้พบกับฉันในวันปรโลก แต่ใครแยกตัวไปเสียจากคำสั่งเสียนี้ ฉันก็จะตัดขาดจากนาง โดยนางจะไม่ได้เห็นฉัน และฉันก็จะไม่เห็นนางเลยในวันกิยามะฮ์ และเจ้าคือคอลีฟะฮ์ของฉัน สำหรับประชาชาติของฉัน ภายหลังจากฉัน
ครั้นเมื่อเจ้าจะถึงแก่การวายชนม์ก็จงมอบมัน(ตำแหน่งผู้นำ ,ผู้นำ ,คอลิฟะฮ์นี้)ต่อไปยังฮะซันบุตรของเจ้า
ครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยัง ฮุเซน บุตรของฉันผู้เป็นชะฮีด
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ ซัยยีดุลอะบิดีน
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ มุฮัมมัด บาเก็ร
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ ญะฟัร ศอดีก
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ มูซา อัลกาซิม
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ อะลี อัรริฎอ
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ มุฮัมมัด ษิกเกาะ อัตตะกีย์
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ อะลี อัลนะศิฮ์
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ ฮะซัน อัลฟาดิล
และครั้นเมื่อเขาจะถึงแก่การวายชนม์ จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา คือ มุฮัมมัด ผู้ได้รับการพิทักษ์คุ้มครองคนหนึ่งจากลูกหลานมุฮัมมัด
เหล่านี้ทั้งสิ้นคือ 12 อิมาม ต่อจากนั้นภายหลังจากเขาจะมี 12 มะฮ์ดี ครั้งเมื่อเขา(อิมามที่สิบสอง)จะถึงแก่การวายชนม์ ก็จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา ซึ่งเป็นบุคคลแรกในเหล่าบรรดาผู้ใกล้ชิด เขาผู้นั้นจะมีชื่อสามชื่อ คือ ชื่อหนึ่งจะเหมือนกับชื่อของฉัน และชื่อหนึ่งจะเหมือนชื่อบิดาของฉัน นั้นคือ อัลดุลลอฮ์ และอะห์มัด และชื่อที่สามคือ อัลมะฮ์ดี เขาคือคนแรกในบรรดาผู้ศรัทธา

สรุปใจความของฮะดิษวะซียะฮ์ ก็คือ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ได้รับสั่งให้ท่านอิมามอะลี อ. ได้นำปากกา และน้ำหมึกมาในคืนวะฟาตของท่าน ศ. เพื่อบันทึกพินัยกรรม ที่สรุปได้ว่า “โอ้อะลี หลังจากฉันจะมี 12 ผู้นำ และได้นับชื่อของแต่ละคน หลังจากนั้นท่านศาสนทูตกล่าวว่า หลังจาก 12 อิมามจะมี 12 มะดียีนมาปกครองต่อ นั้นคือ ครั้นเมื่อการวายชนม์ของอิมามมะฮ์ดี(อิมามที่สิบสอง)มาถึง ท่านอิมาม อ. ก็จะมอบการปกครองนี้ให้แก่มะฮ์ดียีนคนแรกได้ปกครองต่อจากท่าน ซึ่งมะฮ์ดียีนคนแรกนี้มีด้วยกัน 3 ชื่อนั้นคือ อับดุลลอฮ์ ,อะห์มัด และมะฮ์ดี

อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ หลังจากยกฮะดิษบทนี้มาอ้างได้กล่าวว่า “รอวี หรือนักรายงานฮะดิษทุกคนเป็นชีอะห์ และเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้หมดทุกคน !! ดังนั้น อะห์มัด ที่ปรากฎในริวายะฮ์ ก็คือ ตัวของเขา !!!

ภาพถ่ายของอะห์มัด ก่อเตี้ยะ ผู้อ้างตนเป็นยะมานีย์ ,มะดียีนคนเเรก และเป็นทูตของท่านอิมามมะฮ์ดี อ.

 

 

บทวิเคราะห์

  • วิเคราะห์สาระบบสายรายงานฮะดิษ ที่อะห์มัด อิสมาอีล ก่อเตี้ยะยืนยันว่าศ่อฮิห์ และเชื่อถือได้หมดทุกคน
  1. ท่านอัลลามะฮ์ ฮิลลี หนึ่งในปราชญ์ของชีอะห์ด้านอิลมุลริยาล(ปราชญ์ผู้ชำนาญการในเรื่องการตรวจสอบสายรายงานฮะดิษ) กล่าวถึง อะห์มัด บิน มุฮัมมัด อบูอับดุลลอฮ์ อัลคอลีลีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในรอวีที่ประกฏชื่ออยู่ในฮะดิษวะซียะฮ์ ว่า

ضعیف جدّاً  لا یلتفت الیه  کذاب، وضاع للحدیث فاسد المذهب

(ความน่าเชื่อถือของเขาอยู่ในระดับ)อ่อนมาก ๆ เขาเป็นคนโกหก และเป็นคนที่ชอบกุฮะดิษขึ้นเอง และอยู่ในมัซฮับที่ฟาซิก(เขาไม่ใช่ชีอะห์)-(จากหนังสือริยาลของอัลลามะฮ์ฮิลลีย์ มะรีฟะตุล อักวาม ส่วนที่สอง หน้า 324)

2. ท่านอยาตุลลอฮ์ อัลคู-อี้ย์ กล่าวถึง อะห์มัด บิน มุฮัมมัด อัล-คอลีลีย์ ไว้ในหนังสือริยาลของท่านว่า

کذاب، وضاع للحدیث، فاسد، ضعیف جدّاً، لایلتفت الیه
خویی ۱۳۹۹، ج۲، ص ۲۲۴رقم ۷۸۲

เขาคือผู้พูดมดเท็จ คือผู้สร้างฮะดิษ(ขึ้นเอง) เขาเป็นคนชั่ว ความน่าเชื่อถือของเขาอยู่ในระดับอ่อนมากๆ

 

ฉะนั้น เราจึงขอถามกลุ่มบุคคลผู้ที่คล้อยตามคำโฆษณาชวนเชื่อของ อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ ว่า พวกท่านยกสถานภาพของบุคคลเช่นนี้ให้เป็น อิม่าม ของพวกท่าน ได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นคนโกหก เขาโกหกว่า รอวีย์ของฮะดิษวะซียะฮ์ เชื่อเป็นชีอะห์ทุกคน และเชื่อถือได้หมด ไม่มีใคร ฏออีฟ แม้แต่คนเดียว แต่หลังจากการตรวจสอบไปยัง อิลมุลริยาล กลับปรากฏว่า มีรอวีย์หลายคนในฮะดิษวะซียะฮ์ นี้ เป็นคนโกหก เป็นคนที่ชอบกุเรื่องและสร้างฮะดิษขึ้นเอง หนึ่งในนั้น คือ อะห์มัด บิน มุฮัมมัด อัลคอลีลีย์(ดังที่กล่าวไปแล้ว)
แต่หากจะบอกว่า อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ ไม่รู้ว่า ตำราอิลมุลริยาลที่รู้จักกันมากที่สุดในมัซฮับชีอะห์ ได้ยืนยันว่า รอวีย์ในฮะดิษวะซียะอ์ขาดความน่าเชื่อถือ หากเป็นเช่นนี้คนที่ขาดความรู้เช่นนี้ จะให้ขึ้นเป็นอิมาม ได้ด้วยหรือ ?!!!!

  • ข้อต้วงติงที่สองต่อฮะดิษวะซียะอ์ ก็คือ ความเชื่อนี้ขัดต่อคำสอนที่ชัดแจ้งที่สุดของมัซฮับชีอะห์

หากมีคนอ้างฮะดิษว่า “อัลลอฮ์มีสององค์” แน่นอนท่านต้องปฎิเสธฮะดิษบทนี้ เพราะอะไร ? เพราะมันขัดต่อความเชื่อที่ชัดเจนของมุสลิมเรา

หรือหากมีคนอ้างฮะดิษว่า “ท่านนบีมุฮัมมัด ศ. ไม่ใช่นบีองค์สุดท้ายของอัลลอฮ์” แน่นอนว่า เราจะไม่ยอมรับฮะดิษนี้ ก็เพราะ มันขัดต่อความเชื่อที่ชัดแจ้งที่สุด

ในหลักคำสอนที่ชัดเจนที่สุดของชีอะห์ ก็คือ ตัวเลข เอาซียาฮ์ หรือตัวแทนของท่านนบีภายหลังจากท่าน ศ. อยู่ที่ 12 ท่าน ไม่ใช่ 24 ตามที่ อะห์มัด ก่อเตี้ยะ อ้างไว้ ซึ่งจำนวนตัวเลข 12 สำหรับอิมามหลังจากท่านนบี ศ. มีริวายะฮ์มากกว่า 300 ฮะดิษที่ถูกบันทึกไว้ ทั้งซุนนี่ห์และชีอะห์ เช่น

  1. ตำราชีอะห์ 

ثُمَّ قَالَ:«يَا يُونُسُ،إِذَا أَرَدْتَ الْعِلْمَ الصَّحِيحَ فَعِنْدَنَا أَهْلَ الْبَيْتِ،فَإِنَّا وَرِثْنَاهُ،وَ أُوتِينَا شَرْحَ الْحِكْمَةِ،وَ فَصْلَ الْخِطَابِ

فَقُلْتُ:يَا ابْنَ رَسُولِ اللَّهِ،وَ كُلُّ مَنْ كَانَ مِنْ أَهْلِ الْبَيْتِ،وَرِثَ كَمَا وَرِثْتُمْ مِنْ  عَلِيٍّ وَ فَاطِمَةَ(عَلَيْهِمَا السَّلاَمُ)؟فَقَالَ

مَا وَرِثَهُ إِلاَّ الْأَئِمَّةُ الْإِثْنَا عَشَرَ

فَقُلْتُ:سَمِّهِمْ يَا ابْنَ رَسُولِ اللَّهِ؟فَقَالَ:«أَوَّلُهُمْ عَلِيُّ بْنُ أَبِي طَالِبٍ وَ بَعْدَهُ الْحَسَنُ،وَ بَعْدَهُ الْحُسَيْنُ،وَ بَعْدَهُ عَلِيُّ ابْنُ الْحُسَيْنِ،وَ بَعْدَهُ مُحَمَّدُ بْنُ عَلِيٍّ،ثُمَّ أَنَا،وَ بَعْدِي مُوسَى وَلَدِي،وَ بَعْدَ مُوسَى عَلِيٌّ ابْنُهُ،وَ بَعْدَ عَلِيٍّ مُحَمَّدٌ،وَ بَعْدَ مُحَمَّدٍ عَلِيٌّ،وَ بَعْدَ عَلِيٍّ الْحَسَنُ،وَ بَعْدَ الْحَسَنِ الْحُجَّةُ،اصْطَفَانَا اللَّهُ وَ طَهَّرَنَا وَ آتَانَا مَا لَمْ يُؤْتِ أَحَداً مِنَ الْعَالَمِينَ

โอ้ยูนุส หากเจ้าปรารถนาความรู้ที่เป็นแก่นแท้ ความรู้นั้นอยู่ที่เราอะฮ์ลุลบัยต์ เพราะความรู้นี้คือมรดกทื่สืบต่อมายังเรา ยูนุสกล่าวว่า โอ้บุตรแห่งรอซูล ทุกคนจากอะลุลบัยต์พวกเขาได้รับมรดก(ความรู้)เหมือนกับท่านที่ได้รับมรดกนี้จากอาลีและฟาติมะฮ์หรือ ? อิมามกล่าวตอบว่า
مَا وَرِثَهُ إلَّا الائِمَّةُ الاِثْنَا عَشَرَ
เปล่า มรดกนี้จะไม่ถูกสืบทอดไปให้ใครเว้นแต่เพียงบรรดาอิมาม 12 คนเท่านั้น
ฉันจึงกล่าวกับอิมามว่า โปรดนับรายชื่อนั้นให้ฉันฟังได้ไหม ?
อิมาม จึงเอ่ยรายชื่อทั้งสิบสองคนดังนี้  คนแรกจากพวกเขาคือ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ ต่อมา ฮะซัน ต่อมาฮุเซน……..จนกระทั่งถึงท่านอิมามมะฮ์ดี
ดังนั้นจากประโยคที่ว่า “إلَّا الائِمَّةُ الاِثْنَا عَشَرَ” มรดกแห่งความรู้จะไม่ถูกสืบทอดให้แก่ผู้ใดเว้นแต่ อิมามเพียง 12 คนเท่านั้น การใช้ “إلَّا” เป็นการจำกัดตัวบุคคลว่า มีเพียง 12 คนไม่มากและน้อยกว่านั้นอีกแล้ว ฉะนั้นการอ้างว่า อิมามมี 24 เป็นคำอ้างที่ขัดต่อสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้วของมัซฮับ(ฎอรูรียอต มัซฮับ)

     2. ตำราซุนนี่ห์

ในหนังสือศ่อฮิห์บุคอรีย์ บันทึกตัวเลขของอิมามหลังจากท่านนบีมุฮัมมัด ศ. ไว้ ที่ 12 คนเท่านั้น

อับดุลมะลิกจากท่านญาบิร บินสะมุเราะฮ์เล่าว่า : ฉันได้ยินท่านนบี ศ. กล่าวว่า 

يَكُونُ اثْنَا عَشَرَ أَمِيرًا ( فَقَالَ كَلِمَةً لَمْ أَسْمَعْهَا فَقَالَ أَبِى إِنَّهُ قَالَ ) كُلُّهُمْ مِنْ قُرَيْشٍ

จะมี 12   อะมีร เกิดขึ้น แล้วท่านกล่าวคำหนึ่งซึ่งฉันได้ยินไม่ถนัด  บิดาของฉันจึงบอกว่า : แท้จริงท่านกล่าวว่า  พวกเขาทั้งหมดมาจากเผ่ากุเรช(ศ่อฮิห์บุคอรี หะดีษที่  7222 , 7223)

มุสลิม บินหัจญาจญ์ บันทึกไว้ 6 บท

สิม๊ากบินหัรบ์จาก ท่านญาบิร บินสะมุเราะฮ์เล่าว่า : ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮ์ อ. กล่าวว่า :

لاَ يَزَالُ الإِسْلاَمُ عَزِيزًا إِلَى اثْنَىْ عَشَرَ خَلِيفَةً  ثُمَّ قَالَ كَلِمَةً لَمْ أَفْهَمْهَا فَقُلْتُ لأَبِى مَا قَالَ فَقَالَ كُلُّهُمْ مِنْ قُرَيْشٍ

อัลอิสลามยังคงมีเกียรติมีศักดิ์ศรีอยู่จนถึง 12 คอลีฟะฮ์ แล้วท่านพูดด้วยถ้อยคำแผ่วเบาฉันไม่เข้าใจมัน  ฉันจึงกล่าวกับบิดาของฉันว่า  ท่านพูดอะไร ? บิดาบอกว่า  ท่านกล่าวว่า  พวกเขาทั้งหมดมาจากเผ่ากุเรช(ศ่อฮิห์มุสลิม หะดีษที่  4812)

إِنَّ هَذَا الأَمْرَ لاَ يَنْقَضِى حَتَّى يَمْضِىَ فِيهِمُ اثْنَا عَشَرَ خَلِيفَةً ». قَالَ ثُمَّ تَكَلَّمَ بِكَلاَمٍ خَفِىَ عَلَىَّ – قَالَ – فَقُلْتُ لأَبِى مَا قَالَ قَالَ « كُلُّهُمْ مِنْ قُرَيْشٍ

คำถามเราที่มีต่อกลุ่มบุคคลที่เชื่อตาม อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ นั่นคือ พวกคุณยอมละทิ้งสิ่งที่ชัดแจ้งที่สุดในหลักคำสอนของมัซฮับชีอะห์ เรื่องว่า อิมามมีเพียง 12 คนเท่านั้น แล้วกลับไปเชื่อตามฮะดิษวะซียะฮ์(ที่บอกว่าอิมามต้องมี 24 คน)อันเป็นริวายะฮ์ที่ รอวีย์ นักรายงานฮะดิษถึง 4 คนถูกยืนยันว่า เป็นนักรอวีย์ที่โกหก ชอบแต่งฮะดิษขึ้นเอง เป็นรอวีย์ที่ไม่ใช่ชีอะห์อิมามยะฮ์ และบางคนเป็นรอวีย์ที่มัจโฮล(ประวัติไม่ชัดเจนยังคลุมเคลืออยู่) ได้อย่างไรกัน ?

 

  • ข้อต้วงติงที่สามต่อฮะดิษวะซียะอ์ 

สมมุติฐานว่า เราแกล้งทำไม่เห็นในเรื่องสาระบบสายรายงานของฮะดิษวะซียะฮ์ และเช่นกันเราก็แกล้งทำไม่เห็นว่า คำสอนเรื่องตัวเลขอิมามมะฮ์ซูม ที่ปรากฏอยู่ในฮะดิษวะซียะฮ์ ขัดต่อความเชื่อที่ชัดเเจ้งของชีอะห์ ในด้านความหมายก็ยังมีข้อบกพร่องอีกมากให้ได้พิสูจน์ถูกความมดเท็จของฮะดิษนี้ เช่น ประโยคที่ว่า

ثُمَّ يَكُونُ مِنْ بَعْدِهِ اثْنَا عَشَرَ مَهْدِيّاً   فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ  فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ أَوَّلِ الْمُقَرَّبِينَ‌

ต่อจากนั้นภายหลังจากเขาจะมี 12 มะฮ์ดี ครั้งเมื่อเขา(อิมามที่สิบสอง)จะถึงแก่การวายชนม์ ก็จงให้เขามอบมันต่อไปยังบุตรของเขา ซึ่งเป็นบุคคลแรกในเหล่าบรรดาผู้ใกล้ชิด

ความว่า ตามที่ระบุไว้ในริวายะฮ์ ตำแหน่งอิมามที่จะถึงตกไปถึง อะห์มัด ก่อเตี้ยะ ก็ต่อเมื่อท่านอิมามมะฮ์ดี อ. ได้เสียชีวิตแล้ว กล่าวคือก่อนที่ท่านอิมามมะฮ์ดี อ. จะเสียชีวิตท่านจะมอบตำแหน่งอิมามนี้ให้กับมะดียีนคนแรก นั้นคือ อะห์มัด

 فَإِذَا حَضَرَتْهُ الْوَفَاةُ  فَلْيُسَلِّمْهَا إِلَى ابْنِهِ أَوَّلِ

แต่ ณ วันนี้ท่านอิมามมะฮ์ดี อ. ยังไม่ปรากฏกาย และท่านก็ยังไม่เสียชีวิต ย่อมแสดงว่า ตำแหน่งนี้ยังไม่ถูกมอบให้กับมะดียีนคนแรก อย่างนี้ อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ ไม่รีบไปหน่อยหรือครับ ? หากเขาอ้างริวายะฮ์วะซียะอ์ และเชื่อในฮะดิษวะซียะฮ์จริงตามที่เขายกมาอ้าง เขาก็ต้องอดทนกว่านี้ นั้นคือ อย่าเพิ่งรีบประกาศตน เพราะอิมามมะฮ์ดี อ. ยังไม่ปรากฏกาย

บทสรุป. ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเหตุผลที่หักล้างต่อลัทธิยะมานีย์ปลอม เเละพิสูจน์ให้เห็นว่า อะห์มัด อิสมาเอล ก่อเตี้ยะ คือจอมลวงโลก อย่างแท้จริง