หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ อำนาจวิลายะฮ์ของอะลี อ. ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน

อำนาจวิลายะฮ์ของอะลี อ. ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน [อายะฮ์วิลายะฮ์-آیه ولایت]

250

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

อำนาจวิลายะฮ์ของอะลี อ. ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรติ

[อายะฮ์วิลายะฮ์]

divider

 

อำนาจวิลายะฮ์ของอะลี อ. ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรติ[อายะฮ์วิลายะฮ์]

พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ตรัสไว้ว่า

 إِنَّما وَلِیُّکُمُ اللَّهُ وَ رَسُولُهُ وَ الَّذینَ آمَنُوا الَّذینَ یُقیمُونَ الصَّلاةَ وَ یُؤْتُونَ الزَّکاةَ وَ هُمْ راکِعُون‏

[5:55]ความจริงแล้ว ผู้มีอำนาจเหนือพวกสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์และบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งดำรงการนมาซและบริจาคซะกาตเมื่อพวกเขาโค้งรุกูฮ์ เท่านั้น

อิมามอะบี อิซฮาก อัษษะอ์ละบี รายงานไว้ใน ตัฟซีร “อัล-กะบีร”  โดยสายสืบผ่านไปถึง อะบูซัร อัล-ฆอฟฟารี ว่า :

ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. พูดสองเรื่อง ไม่เช่นนั้น ฉันก็จะงมงายทั้งสองเรื่อง ไม่เช่นนั้นฉันก็จะมืดบอดทั้งสองเรื่อง คือท่านกล่าวว่า

“อะลีนั้นเป็นหัวหน้าของคนดี และเป็นผู้สังหารผู้เนรคุณ ผู้ที่ช่วยเหลือเขาจะได้รับการช่วยเหลือ และผู้ที่บั่นทอนเขาก็จะได้รับการบั่นทอน”

สำหรับข้าพเจ้านั้น วันหนึ่งได้ร่วมนมาซกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศ. ได้มีคนขอบริจาคคนหนึ่งเข้ามาขอในมัสญิด แต่ไม่มีใครให้อะไรแก่เขาสักคนเดียว ส่วนอะลี อ. ขณะนั้นกำลังรุกูอ์อยู่ เขาได้ยื่นนิ้วก้อยของเขาซึ่งมีแหวนสวมอยู่ส่งไปให้ คนขอบริจาคก็ได้เข้ามา จนกระทั่งได้ถอดเอาแหวนจากนิ้วก้อยของท่านไป ดังนั้น ท่านนบี ศ. จึงวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ ซ.บ. ว่า

“ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงมูซาพี่ชายข้า ได้เคยขอต่อพระองค์ว่า

-โอ้พระผู้อภิบาลของข้า ได้โปรดเผยจิตใจของข้าให้เข้าใจ และโปรดบันดาลให้ภารกิจของข้าสะดวกสำหรับข้า และโปรดคลี่คลายปมที่ปลายลิ้นของข้า ให้เขาทั้งหลายได้เข้าใจคำสอนของข้า และโปรดบันดาลให้ข้าได้มีผู้รับภารกิจจากคนในครอบครัวของข้า ฮารูน พี่ชายข้า ได้โปรดให้ความหนักแน่นแก่ภารกิจของข้าด้วยเพระเขา และโปรดให้เขามีส่วนร่วมในภารกิจของข้า เพื่อเราจะได้สดุดีสรรเสริญพระองค์ให้มากมาย และเราได้รำลึกถึงพระองค์ให้มากมาย แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ดูแลเราอยู่เสมอ-

แล้วพระองค์ก็ทรงมีวะฮฺยูแก่เขา ศ. ว่า

แน่นอนยิ่ง ข้าได้มอบให้แก่เจ้าตามที่เจ้าขอแล้วโอ้มูซาเอ๋ย- ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงข้าเป็นบ่าวและเป็นนบีของพระองค์ ดังนั้น ได้โปรดเผยจิตใจของข้าให้กว้างขวาง และโปรดให้ภารกิจของข้าสะดวกสำหรับข้า และโปรดบันดาลให้ข้ามีผู้ร่วมภารกิจจากคนในครอบครัวของข้า นั่นคือ อะลี โปรดให้ภารกิจของข้ามั่นคงด้วยเพราะเขา”

อะบูซัรเล่าต่อไปว่า : ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ พอท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ศ. จบคำพูดเท่านั้นเอง มะลาอิกะฮฺญิบรออีลก็ได้เสด็จลงมา พร้อมกับโองการนี้ ซึ่งมีใจความว่า

“ ความจริงแล้วผู้มีอำนาจเหนือสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งได้ดำรงการนมาซและบริจาคซะกาต ในขณะที่พวกเขาโค้ง(รุกูอ์) และผู้ใดที่ยอมรับอำนาจของอัลลออฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาเหล่านั้น แน่นอนพรรคของอัลลอฮฺ และพวกเขาย่อมเป็นผู้ชนะเสมอ”
[บัททึกโดยตัฟซีร “อัล-กะบีร อิมามอะบี อิซฮาก อัษษะอ์ละบี อะบีอิซฮาก อะฮฺมัด บินมุฮัมมัด บินอิบรอฮีม อัน-นัยซารี อัษ-ษะอฺละบี เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. 337 อิบนิค็อลกาน กล่าวไว้ว่า ท่านเป็นนักตัฟซีรที่มีวิชาการที่ถูกต้องคนหนึ่งแห่งยุค โดยมีหลักฐานที่มาอย่างน่าเชื่อถือยิ่ง]

سمعت رسول الله (ص) بهاتین و إلا فصمتا و رأیته بهاتین و إلا فعمیتا یقول: علی قائد البررة و قاتل الکفرة منصور من نصره مخذول من خذله، أما إنی صلیت مع رسول الله (ص) یوما من الأیام صلاة الظهر فسأل سائل فی المسجد فلم یعطه أحد شیئا فرفع السائل یده إلى السماء و قال: اللهم اشهد أنی سألت فی مسجد رسول الله فلم یعطنی أحد شیئا! و کان علی راکعا فأومأ بخنصره الیمنی إلیه و کان یتختم فیها فأقبل السائل حتى أخذ الخاتم من خنصره و ذلک بعین رسول الله (ص) فلما فرغ النبی (ص) من صلاته رفع رأسه إلى السماء و قال: اللهم إن أخی موسى سألک فقال: ” رَبِّ اشْرَحْ لِی صَدْرِی وَ یَسِّرْ لِی أَمْرِی وَ احْلُلْ عُقْدَةً مِنْ لِسانِی یَفْقَهُوا قَوْلِی وَ اجْعَلْ لِی وَزِیراً مِنْ أَهْلِی هارُونَ أَخِی اشْدُدْ بِهِ أَزْرِی وَ أَشْرِکْهُ فِی أَمْرِی” فأنزلت علیه قرآنا ناطقا «سَنَشُدُّ عَضُدَکَ بِأَخِیکَ وَ نَجْعَلُ لَکُما سُلْطاناً فَلا یَصِلُونَ إِلَیْکُما» اللهم و أنا محمد نبیک و صفیک اللهم فاشرح لی صدری و یسر لی أمری و اجعل لی وزیرا من أهلی علیا اشدد به ظهری قال أبو ذر فو الله ما استتم رسول الله الکلمة حتى نزل علیه جبرائیل من عند الله فقال: یا محمد اقرأ! قال: و ما أقرأ؟ قال: اقرأ   إِنَّما وَلِیُّکُمُ اللَّهُ وَ رَسُولُهُ وَ الَّذینَ آمَنُوا الَّذینَ یُقیمُونَ الصَّلاةَ وَ یُؤْتُونَ الزَّکاةَ وَ هُمْ راکِعُون‏

ขณะเดียวกันนักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺกลุ่มหนึ่ง ก็ได้รายงานว่าโองการนี้ถูกประทานลงมาในเรื่องของท่าน อะลี บินอะบีฏอลิบ  ซึ่งข้าเจ้าจะกล่าวถึงเฉพาะกับนักปราชญ์สายตัฟซีรเท่านั้น
1. ตัฟซีร อัล-กิชาฟ ของท่านซะมัคซะรี เล่ม 1 หน้า 649
2. ตัฟซีร อัฏ-ฏ็อบรี เล่ม 6 หน้า 288
3. ซาดุล-มะซีร ฟีอิ้ลมิ้ลตัฟซีร ของอิบนุเญาซี แล้ว 2 หน้า 383
4. ตัฟซีร อัล-กุรฏฺบี เล่ม 6 หน้า 219
5. ตัฟซีร ฟัครุรรอซี เล่ม 12 หน้า 26
6. ตัฟซรี อิบนุกะซีร เล่ม 2 หน้า 71
7. ตัฟซีร อัน-นุซฟี เล่ม 1 หน้า 289
8. ชะวาฮิดุต-ตันซีล ของฮัซกานี อัน-ฮะนาฟี เล่ม 1 หน้า 161
9. อัด-ดุรรุล-มันซูร ของท่านซะยูฏี เล่ม 2 หน้า 293
10. อัซบาบุล-นุซุล ของอิมามอัล-วาฮิดี หน้า 148
11. อะฮฺกามุล-กุรอาน ของท่านญัศศอศ เล่ม 4 หน้า 102
12. อัต-ตัซฮีล ลิอุลูมิต-ตันซีล ของท่านกัลบีเล่ม 1 หน้า 181

 

ท่านกอฎีย์ อะดูดุดดีน อัล-อัยยีอ์(เสียชีวิต 756 ฮ.ศ.)ได้เขียนไว้ในหนังสือ อัล-มะวากิฟ ซึ่งเป็นตำราสำคัญเล่มหนึ่งด้านอะกีดะฮ์ของชาวซุนนะห์ ว่า :

وأجمع أئمّة التفسیر أنّ المراد علی
الإیجی ، ‌عضد الدین عبد الرحمن بن أحمد الوفاة: 756هـ ، کتاب المواقف ، ج3 ، ص 601

บรรดาอิหม่ามด้านตัฟซีรมีความเห็นเป็นอิจตมะฮ์(มติเอกฉันท์)ว่า นัยยะทางความหมาย คือ ท่านอะลี