ประวัติเมืองมักกะฮ์ประวัตศาสตร์ของมักกะฮ์เริ่มจริงๆ เมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงส่งศาสดาอิบรอฮีม บิดาแห่งปวงศาสนทูต พร้อมครอบครัว ไปสร้างอาคาร อัลกะฮ์บะฮ์ ณ ใจกลางคาบสมุทรอารเบีย หรือเมืองมักกะฮ์ในปัจจุบัน แต่มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่า อัลกะฮ์บะฮ์ ได้สร้างตั้งแต่ยุคของนบีนุฮ์ แต่นบีอิบรอฮีมได้เข้ามาซ่อมแซม มักกะฮ์จึงเจริญขึ้นมา
![]()
ประวัติ 14 มะฮ์ซูม [บทที่2] ตอน มักกะฮ์ก่อนการถือกำเนิดของอิสลาม
ประวัตศาสตร์ของมักกะฮ์เริ่มจริงๆ เมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงส่งศาสดาอิบรอฮีม บิดาแห่งปวงศาสนทูต พร้อมครอบครัว ไปสร้างอาคาร อัลกะฮ์บะฮ์ ณ ใจกลางคาบสมุทรอารเบีย หรือเมืองมักกะฮ์ในปัจจุบัน แต่มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่า อัลกะฮ์บะฮ์ ได้สร้างตั้งแต่ยุคของนบีนุฮ์ แต่นบีอิบรอฮีมได้เข้ามาซ่อมแซม มักกะฮ์จึงเจริญขึ้นมา
นักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า นบีอิบรอฮีมเกิดเมื่อประมาณ 1900 ปี ก่อนคริสตกาลในเมืองบาบุ้ล ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัค ในเวลานั้นกษัตริย์ที่ปกครองดินแดนบริเวณนั้นคือ นัมรู้ด นัมรู้ดไม่เพียงแต่จะเป็นกษัตริย์ผู้ปฏิเสธพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังแต่งตั้งตัวเองเป็นพระเจ้าและได้แกะสลักหินเป็นรูปตัวเองส่งไปยังเมืองต่างๆ และสั่งผู้คนที่โง่เขลาให้เคารพรูปปั้นของเขาอีกด้วย
อิบรอฮีมเป็นเด็กฉลาดและช่างคิด เขาสังเกตเห็นผู้คนพากันเคารพสักการะเทวรูปหินเหล่านั้นแล้วเขาก็เริ่มตั้งคำถามต่อผู้คนว่า เทวรูปเหล่านั้นเป็นพระเจ้าจริงหรือ “ทำไมพวกท่านต้องไปเคารพบูชาสิ่งที่ไม่สามารถได้ยินและก็มองไม่เห็น แถมยังไม่สามารถช่วยอะไรพวกท่านได้อีก มันให้คุณหรือโทษแก่พวกท่านได้ไหม” บ้างก็ตอบว่า”มันทำอะไรไม่ได้ เพียงแต่เราเห็นบรรพบุรุษของเราเคารพบูชากันมา เราก็ปฏิบัติตามกัน
อิบรอฮีมจึงถามว่า “พวกท่านเปิดตาพิจารณาถึงสิ่งที่พวกท่านและปูย่าตาทวดของท่านเคารพบูชากันบ้างหรือเปล่า ? พวกเทวรูปเหล่านั้นเป็นศัตรูต่อฉัน นอกจากอัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ผู้ทรงสร้างฉันแล้วทรงชี้ทางให้แก่ฉัน ผู้ทรงให้อาหารและเครื่องดื่มแก่ฉัน และผู้ทรงทำให้ฉันหายป่วย ผู้ทรงทำให้ฉันตายและทำให้ฉันฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่งผู้ที่จะทรงให้อภัยแก่ฉันในวันพิพากษา โอ้ประชาชนทั้งหลายฉันกลัวว่าพวกท่านจะถูกพระเจ้าลงโทษ แล้วพวกท่านจะเป็นเพื่อนของชัยฏอน”
ผู้คนบางส่วนไม่พอใจจึงตวาดออกมาว่า “อิบรอฮีม เจ้าดูหมิ่นสิ่งที่เราเคารพสักการะอย่างนั้นหรือ ? ถ้าหากเจ้าไม่เลิกทำเช่นนั้น พวกเราจะเอาหินขว้างเจ้าให้ตาย ไปให้พ้นจากพวกเราเดี๋ยวนี้เลย”
อิบรอฮีมจึงกล่าวตัดบทว่า ฉันจะขอไปจากพวกท่านและไปจากสิ่งที่พวกท่านทั้งหลายเคารพบูชาแทนอัลลอฮฺ ฉันจะวิงวอนพระเจ้าของฉัน และฉันหวังว่า ฉันจะไม่ผิดหวังในการที่ฉันวิงวอนต่อพระเจ้าของฉัน” “แล้วคอยดูเถิด วันหนึ่งฉันจะจัดการพวกเทวรูปของพวกท่านให้ดู เมื่อพวกท่านไม่อยู่”
มาวันหนึ่ง ขณะที่ผู้คนออกไปนอกเมือง เมื่อถึงเทศกาลเฉลิมฉลองอันเป็นช่วงเวลาที่ชาวเมืองบาบุ้ลต้องออกนอกเมืองเพื่อร่วมพิธีกรรมตามประเพณีอันเป็นเหตุให้พวกเขาต้องละทิ้งบ้านเรือนของตัวเองเป็นเวลาหนึ่งวัน และแล้วเมื่อผู้คนกลุ่มสุดท้ายได้ทยอยออกพ้นเขตเมืองแล้ว อิบรอฮีมได้เข้าไปยังสถานที่ตั้งของเทวรูปที่ผู้คนบูชา แล้วเขาก็ใช้ขวานทำลายเทวรูปเหล่านั้นแตกลงเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ยกเว้นเทวรูปองค์ใหญ่ที่สุดที่เขาเอาขวานไปแขวนไว้และปล่อยให้ผู้คนกลับมาเห็น
เมื่อผู้คนกลับเข้ามาในเมืองและเห็นเทวรูปแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผู้คนจึงตะโกนร้องว่า “เทวรูป ของเราแตกหมดแล้ว ใครทำลายเทวรูปของเรา มันต้องมีเจตนาร้ายต่อพวกเราแน่ คนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “อิบรอฮีมแน่นอน ฉันได้ยินเขาพูดเรื่องเทวรูปเหล่านี้มาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นจึงมีคนเสนอขึ้นมาว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นไปจับตัวเขามาที่นี่เพื่อให้ผู้คนได้รู้ว่าเขาได้ทำอะไรลงไป “เมื่ออิบรอฮีมถูกนำตัวมา ผู้คนจึงได้ถามอิบรอฮีมว่า อิบรอฮีมเจ้าทำลายเทวรูปที่เราสักการะบูชาใช่ไหม?” “เปล่า เทวรูปองค์ใหญ่ต่างหากที่ทำ ไม่เชื่อลองถามเทวรูปเหล่านั้นดูก็ได้ ถ้าหากว่ามันพูดได้ อิบรอฮีมตอบอย่างไม่กลัวเมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้คนก็พูดอะไรไม่ออก เพราะเทวรูปเหล่านั้นพูดไม่ได้จริงๆ แต่เพราะความโง่เขลาและดื้อรั้น พวกเขาก็ยังดึงดันกล่าวว่า “เจ้าก็รู้ว่าเทวรูปเหล่านั้นพูดไม่ได้”อิบรอฮีมจึงกล่าวว่า “เช่นนี้แล้ว พวกท่านก็ยังละทิ้งอัลลอฮฺและหันไปเคารพสิ่งที่ไม่สามารถให้คุณให้โทษอะไรแก่พวกท่านอีกกระนั้นหรือ ? พวกท่านใช้สติปัญญากันบ้างรึเปล่า ? “ด้วยความโกรธที่เทวรูปบูชาของพวกตนถูกทำลายและยังต้องอับอายขายหน้าอิบรอฮีม ผู้คนจึงนำตัวอิบรอฮีมไปหากษัตริย์นัมรู้ดเพื่อไต่สวนนัมรูดถามว่า “พระเจ้าของเจ้าคือใคร?”
อิบรอฮีมจึงกล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของฉันคืออัลลอฮฺผู้ทรงให้ชีวิตและทรงให้ตาย””ฉันก็ได้ให้ชีวิตและให้ตายได้เหมือนกัน” นัมรู้ด กล่าว”อัลลอฮฺทรงนำดวงอาทิตย์มาทางตะวันออก ดังนั้น ถ้าท่านแน่จริงขอให้ท่านนำมันขึ้นทางทิศตะวันตก”ด้วยความโกรธเพราะเสียหน้า ทั้งนัมรู้ดและผู้คนของเขาจึงกล่าวว่า “จับเขาเผาทั้งเป็นเพื่อแก้แค้นให้เทวรูปของพวกท่าน ถ้าหากพวกท่านต้องการ”ดังนั้นผู้คนจึงได้จับอิบรอฮีมมัดและนำเขาโยนเข้าเปลวไฟที่เตรียมไว้ แต่ด้วยความเมตตาของพระองค์อัลลอฮ์ไฟไม่สามารถทำอะไรอิบรอฮีมได้เขาจึงเดินออกมาจากเปลวไฟอย่างปลอดภัย
หลังจากการลงโทษที่ล้มเหลวของนัมรุ้ดซึ่งเปลวไฟที่ร้อนระอุไม่สามารถทำอะไร อิบรอฮีม ได้ ศาลแห่งเมืองบาบุ้ลได้ตัดสินเนรเทศท่านออกจากเมือง อิบรอฮีมจึงจำต้องออกเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนไปยังปาเลสไตน์ และได้แต่งงานกับพระนางซาเราะฮฺ แต่ต่อมาก็ได้พากันออกเดินทางต่อไปยังแผ่นดินอียิปต์
ประวัติศาสตร์บันทึกต่อว่า นบีอิบรอฮีมแต่งงานมาหลายปีแล้วก็ยังไม่มีลูก ท่านจึงได้วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานลูกชายที่ดีแก่ท่านคนหนึ่ง ต่อมาท่านก็ได้แต่งงานกับนางฮาญัรโดยที่นางซาเราะฮฺให้คำอนุญาต และได้ลูกชายน่ารักคนหนึ่งมีชื่อว่า อิสมาอีล ซึ่งมีความหมายว่าเป็นที่ได้ยิน นั่นคืออัลลอฮฺได้ยินคำวิงวอนของท่านนั่นเองหลังจากอิสมาอีลเกิดได้ไม่นาน อัลลอฮฺก็มีบัญชาให้ท่านนำนางฮารญัรและอิสมาอีล ไปยังหุบเขาในทะเลทรายอารเบียและอาศัยอยู่ที่นั่นเมื่ออิสมาอีลโตขึ้นจนถึงวัยหนุ่ม วันหนึ่ง นบีอิบรอฮีมก็ได้เรียกอิสมาอีลมาหาและได้กล่าวว่า “ลูกรักพ่อเห็นในความฝันว่าพ่อกำลังเชือดเจ้าพลีถวายต่ออัลลอฮฺ ลูกคิดว่าอย่างไรในเรื่องนี้ ?” อิสมาอีลตอบว่า “คุณพ่อครับ อะไรก็ตามที่พ่อถูกบัญชาให้ทำพ่อจงทำ หากเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ แล้วพ่อจะเห็นว่าฉันเป็นผู้อดทน” ดังนั้น นบีอิบรอฮีมจึงตัดสินใจทำตามที่ท่านเห็นในความฝัน เมื่อนบีอิบรอฮีมพาอิสมาอีลไปยังสถานที่ที่จะเชือดพลีอิสมาอีล ระหว่างทางมารร้ายได้พยายามชักชวนนบีอิบรอฮีมไม่ให้ปฏิบัติตามที่ท่านฝัน แต่เมื่อท่านนึกถึงอัลลอฮฺขึ้นมาได้ ท่านก็เอาหินขว้างมันจนหนีไป แต่สักครู่หนึ่งมันก็กลับมาชักชวนท่านอีก ท่านก็เอาหินขว้างมันอีก มันจึงได้หลบหนีไป แต่ไม่นาน มันก็มาอีกเป็นครั้งที่สามและท่านก็ได้ขว้างมันอีก หลังจากนั้นมันก็ไม่กลับมาหลอกลวง นบีอิบรออีมอีกต่อไป (เป็นที่มาของการขว้างเสาหินในขั้นตอนการประกอบพิธีฮัจย์ด้วย เมื่อมาถึงสถานที่ที่จะใช้เป็นที่เชือด นบีอิบรอฮีมได้ให้อิสมาอีลนอนลง แต่ก่อนที่จะลงมือเชือด อัลลอฮฺก็ได้ทรงกล่าวแก่ท่านว่า “อิบรอฮีม เจ้าได้แสดงเจตนาที่จะปฏิบัติตามความฝันแล้ว ดังนั้นเราจะตอบแทนความดีงามให้ ความจริงแล้วนี่เป็นเพียงการทดสอบเจ้าต่างหาก “หลังจากนั้น อัลลอฮฺก็ได้ให้ท่านเอาแกะมาเชือดแทนการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่าน
การที่อิบรอฮีมได้ถูกทดสอบจิตใจอย่างหนักกน่วงมาโดยตลอด และท่านสามารถผ่านการทดสอบได้นี้เอง พระองค์จึงประทานตำแหน่งอันสูงส่งให้กับท่าน นั้นคือตำแหน่ง “อิมาม” ดังพระดำรัสของพระองค์
إِنِّي جَاعِلُكَ لِلنَّاسِ إِمَامًا قَالَ وَمِنْ ذُرِّيَّتِي قَالَ لا يَنَالُ عَهْدِي الظَّالِمِينَ
“ฉันจะตั้งให้เจ้าเป็นผู้นำของมนุษยชาติ” นบีอิบรอฮีมจึงได้ถามว่า “และลูกหลานของฉันด้วยหรือเปล่า”อัลลอฮฺจึงได้ทรงกล่าวว่า “สัญญาของฉันไม่รวมถึงเหล่าชนผู้อธรรม
ต่อมาวันหนึ่ง อัลลอฮฺได้มีบัญชาให้นบีอิบรอฮีมสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง เพื่อใช้เป็นสถานที่สักการะพระองค์และอัลลอฮฺได้ทรงชี้บริเวณที่จะสร้างให้ (ซึ่งเป็นสถานที่เดิมที่กะฮ์บะฮ์เคยตั้งเพราะมีรายงานที่เชื่อถือได้ว่า อัลกะฮ์บะฮ์ ได้สร้างตั้งแต่ยุคของนบีนุฮ์ แต่นบีอิบรอฮีมได้เข้ามาซ่อมแซม) บ้านหลังนี้จึงเรียกว่า “บัยตุลลอฮฺ” (บ้านของอัลลอฮฺ) พระองค์ได้บัญชาอิบรอฮีมอีกว่าให้รักษาบ้านของพระองค์ให้สะอาดหมดจด และจะต้องไม่ให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ดังนั้นอิบรอฮีมและอิสมาอีลจึงช่วยกันซ่อมแซมและสร้างอาคารขึ้นมาโดยนำเอาหินในบริเวณนั้น มาก่อเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ก่อนลงมือสร้างอิบรอฮีมได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ขอได้ทรงโปรดทำให้เมืองนี้ให้เป็นที่ปลอดภัย และได้ทรงโปรดประทานผลไม้นานาชนิด แก่ชาวเมืองผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้ายด้วยเถิด” พระองค์จึงได้ตอบว่า”สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธนั้น ฉันก็จะให้สิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในโลกนี้แก่พวกเขา แต่ในโลกหน้า ฉันจะส่งเขาไปสู่การลงโทษในไฟนรก” หลังจากนั้น นบีอิบรอฮีมกับอิสมาอีลก็ช่วยกันสร้างบัยตุลลอฮฺ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็วิงวอนต่ออัลลอฮฺว่า”โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอได้ทรงโปรดรับงานนี้จากเราด้วยเถิด แน่นอน พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดทำให้เราทั้งสองเป็นผู้นอบน้อมต่อพระองค์ และได้ทรงโปรดให้ลูกหลานเรา รู้ถึงการปฏิบัติศาสนกิจของเราและได้ทรงอภัยโทษแก่เรา แน่แท้พระองค์ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอได้ทรงโปรดให้หมู่พวกเขามีรอซูลขึ้นมาคนหนึ่ง มาอธิบายคำสอนของพระองค์แก่พวกเขา สอนความรู้ให้แก่พวกเขา และขัดเกลาชีวิตของพวกเขาให้สะอาดด้วยเถิด แน่เท้ พระองค์คือผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ”
ฉะนั้น นบีอิสมาอีล อ. และพระนางฮะญัร จึงเป็นผู้ตั้งรกรากในบริเวณสถานอัล-กะอฺบะฮฺนั้นเอง ลูกหลานของท่านได้เพิ่มพูนและขยายออกไปเป็นหลายเผ่าพันธุ์ หนึ่งในชนเผ่าเหล่านั้นคือเผ่ากุเรชซึ่งมาจากชาวอาหรับที่สืบเชื้อสายมาจากศาสดาอิสมาอีล อ. ศาสดามุฮัมมัด ศ. ก็สืบเชื้อสายมาจากสายตระกูลนี้ พวกเขาต่างอาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮฺแห่งนั้น ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามจวบจนทุกวันนี้




![กิจกรรมช่วงบ่ายวันอาชูรอ ชุมชนมัสยิดดารุซซะฮ์รอ อ. [ร่วมเดินเท้ารำลึกถึงกองคาราวานท่านหญิงซัยหนับ]](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/08/298769655_599667181566282_3179114266681750340_n-1-100x75.jpg)





![ดุอาฮ์ของท่านอิมามมะฮ์ดี อ. [اللّٰهُمَّ ارْزُقْنا تَوْفِيقَ الطّاعَةِ]](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/05/lvl220191106092352-100x75.jpg)

![จุดยืนของท่านอิมามอะลี อ. ต่อคอลิฟะฮ์ก่อนหน้าท่าน[อบูบักร-อุมัร]](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/05/maxresdefault-1-100x75.jpg)

