หน้าแรก ปัญหาคิลาฟ ซุนนี-ชีอะห์ เหตุผลที่ชาวชีอะห์ไม่เห็นด้วยกับทัศนะของชาวซุนนะห์ในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮ์ ภายหลังจากนบี ศ.

เหตุผลที่ชาวชีอะห์ไม่เห็นด้วยกับทัศนะของชาวซุนนะห์ในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮ์ ภายหลังจากนบี ศ.

147

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

เหตุผลที่ชาวชีอะห์ไม่เห็นด้วยกับชาวซุนนะห์ในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮ์ หรือผู้นำภายหลังจากนบี ศ.

divider

เหตุผลที่ชาวชีอะห์ไม่เห็นด้วยกับชาวซุนนะห์ในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮ์ หรือผู้นำภายหลังจากนบี ศ.

อำนาจการบริหาร อำนาจการปกครอง และตำแหน่งค่อลีฟะฮ์หลังจากท่านนบี ศ. มิใช่เรื่องที่ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกของประชาชนหากแต่จะต้องมาจากบัญชาของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. เท่านั้น และถือว่าคำสั่งของท่าน ศ. เป็นคำสั่งที่มาจากอัลลอฮ์ ซ.บ.

ทัศนะของชาวอะฮฺลิซซุนนะฮ์ วัล-ญะมาอะฮฺ ในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮ์

ทัศนะของพวกเขาที่รู้ ๆกันอยู่ คือถือว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ วะฟาตไปโดยมิได้แต่งตั้งคนใดไว้เป็นค่อลีฟะฮฺ แต่คนระดับผู้นำในหมู่ศ่อฮาบะฮ์ได้ประชุมกันที่ซะกีฟะฮฺ บะนีซาอิดะฮฺ และได้มอบหมายตำแหน่งผู้นำให้แก่ อะบูบักร์ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ.  เพราะว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้มอบหมายให้อบูบักรฺทำหน้าที่ของท่านในนมาซ เมื่อตอนที่ท่าน ศ. เจ็บหนัก

พวกเขาจึงกล่าวว่า : เมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ พอใจที่เขาทำหน้าที่ทางศาสนากับพวกเรา แล้วทำไมเราจะพอใจที่เขาทำหน้าที่ทางโลกกับพวกเราไม่ได้ ? คำพูดของพวกเขาสรุปได้ดังนี้

  • ท่านร่อซูล(ศ)ไม่เคยวางกฎแต่งตั้งใคร
  • ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ จะมีโดยวิธีอื่นไม่ได้ นอกจากโดยการประชุมหรือหารือ
  • การดำรงตำแหน่งของอะบูบักรฺ เป็นไปโดยการเห็นชอบของศ่อฮาบะฮฺรุ่นอาวุโส

แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เป็นเพราะด้วยความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของอัลลอฮ์ ซ.บ. ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่พระองค์จะทอดทิ้งปวงบ่าวของพระองค์ ไว้โดยปราศจากผู้นำในขณะที่พระองค์ทรงมีโองการว่า

 إِنَّمَا أَنْتَ مُنْذِرٌ ۖ وَلِكُلِّ قَوْمٍ هَادٍ
[13:7]อันที่จริง เจ้าเป็นเพียงผู้ตักเตือน ส่วนในทุกๆประชาชาตินั้นจะมีผู้นำทาง

และด้วยความเมตตาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ.  ก็เป็นไปไม่ได้อีกที่จะทอดทิ้งประชาชาติของท่านไว้โดยปราศจากผู้ดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตระหนักว่า

  • ท่านกังวลเหลือเกินต่อการที่ประชาชาติจะแตกแยกกัน
  • จะหันหลังกลับไปหาความเป็นอยู่แบบเดิม
  • ขัดแย้งกันในผลประโยชน์ทางโลก
  • แม้กระทั่งการที่กลุ่มหนึ่งจะทำลายอีกกลุ่มหนึ่ง
  • และการจะปฏิบัติตามแบบอย่างของพวกยิวและนัศรอนี

ว่าไปแล้วเรื่องนี้ แม้แต่

  • ท่านอาอิชะฮ์ เองก็ยังเคยบอกกล่าวไปยังท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ผ่านบุตรชายของเขา เมื่อตอนที่ท่านอุมัรถูกแทง นางได้กล่าวว่า

ثمّ قالت (أي عائشة) : يا بُنيّ! أبلغ عمر سلامي ، وقل له : لا تدع أمّة محمّد بلاراع ، استخلف عليهم ولا تدعهم بعدك هملاً ، فإنّي أخشى عليهم الفتنة الإمامة والسياسة بتحقيق الشيري ، ج 1 ص 42 و بتحقيق الزيني ، ج 1 ص 28

“ท่านจงดำเนินการแต่งตั้งค่อลีฟะฮฺแก่ประชาชาติของมุฮัมมัด และอย่าปล่อยพวกเขาให้อยู่อย่างเลื่อนลอย ภายหลังจากท่าน เพราะว่า ฉันกลัวฟิตนะห์ และความเสียหายจะเกิดขึ้นแก่พวกเขา” 

  • และแม้แต่ อัฟเซาะ และอับดุลลอฮฺ บินอุมัร ยังได้เข้าพบบิดาเมื่อครั้งที่ถูกแทง โดยกล่าวกับท่านว่า

فقلت له : إنّي سمعت ، الناس يقولون مقالة فآليت أن أقولها لك ، زعموا أنّك غير مستخلف ، وأنّه لو كان لك راعي إبل ، أو راعي غنم ثمّ جاءك وتركها رأيت أن قد ضيّع ، فرعاية الناس أشدّ
صحيح مسلم ، ج 6 ص 5 ، كتاب الإمارة ، باب الاستخلاف وتركه ؛ مسند أحمد ، ج 1 ص 47 ؛ المصنّف لعبد الرزاق ، ج 5 ص 448

แท้จริงประชาชนพากันเข้าใจว่าท่านไม่มีค่อลีฟะฮฺทำหน้าที่แทน และแท้จริงถ้าท่านมีคนเลี้ยงแกะให้หรือดูแลอูฐให้สักคน แต่แล้ว เขาได้มาหาท่านโดยละทิ้งฝูงสัตว์เหล่านั้นมาเฉยๆ ท่านก็เห็นแล้วว่า มันจะเสียหายแค่ไหน ดังนั้นการดูแลประชาชน ย่อมหนักหนายิ่งกว่านั้น” 

کلیک کنید

  • แม้แต่อะบูบักรฺเอง ผู้ซึ่งชาวอันซอร และมุฮาญิรีนเพียงหยิบมือเดียวได้แต่งตั้งท่านให้เป็นค่อลีฟะฮ์ เมื่อเขารู้ตัวดีว่ากำลังจะเสียชีวิต เขารีบแต่งตั้งอุมัรให้เป็นค่อลีฟะฮ์แทน เพื่อตัดหนทางที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและแตกแยกอันหายนะ

ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า เมื่ออะบูบักรฺเองยังไม่ยอมรับเรื่องการประชุมหารือ แล้วเราจะยอมรับอย่างไรว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ปล่อยให้เรื่องการบริหารอันสำคัญไว้เฉย ๆโดยปราศจากการแต่งตั้งคนรับช่วง หรือว่าท่านไม่รู้ ในเรื่องที่คนอย่างอะบูบักรฺรู้ ท่านหญิงอาอิชะฮฺก็รู้ อับดุลลอฮฺ บินอุมัร ก็รู้ และเรื่องที่คนทั้งหลายก็รู้โดยสัญชาติญาณ จากความเห็นที่แตกต่างกัน และจากอารมณ์อันหลากหลาย เมื่อภารกิจการเลือกทางเดินถูกมอบให้เป็นของพวกเขาเอง โดยเฉพาะเมื่อภารกิจนั้นเกี่ยวข้องกับผู้นำและตำแหน่งสูงอย่างค่อลีฟะฮฺ ดังที่เหตุการณ์อย่างนี้ได้เกิดขึ้นแล้วจนกระทั่งในการเลือกอะบูบักรฺ ที่ซะกีฟะฮฺ

ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นความขัดแย้งของผู้นำชาวอันศอร เช่น ซะอัด บินอิบาดะฮฺ และบุตรชายของเขา ก็อยซฺ บินซะอัด, อะลี บินอะบีฏอลิบ, ซุบัยร์ บินเอาวาม,  อับบาซ บินอับดุลมุฏฏอลิบ และชาวบะนีฮาชิม คนอื่นๆ อีกทั้งศ่อฮาบะฮฺบางคนที่พวกเขาเห็นว่า ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเป็นสิทธิของอิมามอะลี อ. พวกเขาขัดขืนการบัยอะฮ์ จนกระทั่งถูกขู่ด้วยการเผาด้วยไฟ

ข้าพเจ้าขอกล่าวเพิ่มเติมว่า เราไม่เคยพบเลยว่าตลอดระยะเวลาการทำงานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์นั้น ท่านจะเคยปรึกษาศ่อฮาบะฮฺของท่านสักครั้งเดียวในการคัดเลือกตัวผู้นำของพวกเขา ไม่ว่าผู้นำในกองทัพหรือผู้นำในสงคราม ท่านไม่เคยขอคำปรึกษากับพวกเขา เมื่อตอนที่ท่านออกจากเมืองมะดีนะฮฺแล้วตั้งคนที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมในการดูแลพวกเขาในเมืองและไม่เคยปรึกษาใครในยามมีแขกเข้ามาเพื่อยอมรับศาสนา กล่าวคือ ท่านจะแต่งตั้งคนใดคนหนึ่งให้ดูแลคนเหล่านั้นโดยมิได้ปรึกษาใคร

ในตอนสุดท้ายของการใช้ชีวิต ท่านนบี ศ. ได้ทำอย่างนี้ให้เห็นชัดยิ่งขึ้น เมื่อท่านได้บัญชาให้ อุซามะฮฺ บินซัยดฺ เป็นแม่ทัพ ทั้งๆที่ท่านอายุยังน้อย แต่พวกเขาไม่ยอมรับและดูหมิ่นการแต่งตั้งของท่าน แต่ท่านนบี ศ. ก็ได้สาปแช่งคนที่ขัดขืนในเรื่องนี้ อันเป็นการยืนยันว่าอำนาจการบริหาร อำนาจการปกครอง และตำแหน่งค่อลีฟะฮฺมิใช่เรื่องที่ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกของประชาชนหากแต่จะต้องมาจากบัญชาของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ เท่านั้น และถือว่าคำสั่งของท่าน ศ. เป็นคำสั่งที่มาจากอัลลอฮ์ ซ.บ.

เมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ ทำไมเราจึงไม่พิจารณาหาหลักฐานดูจากกลุ่มที่สอง นั่นคือ พวกชีอะฮฺอิมามียะฮฺ ซึ่งพวกเขายืนยันในทางตรงกันข้ามกับคำพูดของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ และยืนยันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. แต่งตั้งท่านอะลี อ. ให้เป็นค่อลีฟะฮฺ และระบุเป็นข้อบัญญัติให้แก่เขาในวาระต่างๆหลายต่อหลายครั้งและเลื่องลือที่สุด ก็คือที่ ฆอดีรคุม

ในเมื่อความยุติธรรมหมายถึง ท่านจะต้องรับฟังเหตุผลของคู่กรณีเพื่อให้ได้พิสูจน์ด้วยความเห็นและหลักฐานของเขาในกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับท่าน แล้วจะทำอย่างไรอีกถ้าหากว่าคู่กรณีของท่านสามารถยืนยันด้วยประจักษ์พยานที่ท่านเองก็ยืนยันในความจริงของเหตุการณ์นั้นๆ

หลักฐานของฝ่ายชีอะฮฺ มิได้เป็นหลักฐานเลื่อนลอยหรืออ่อนใช้ไม่ได้จนสามารถหักล้างและมองข้ามเสียได้โดยง่าย หากแต่เป็นหลักฐานที่เกี่ยวพันกับโองการในอัล-กุรอาน ที่ถูกประทานลงมาในเรื่องนี้ และท่านศาสนทูต ศ. ก็ให้ความหมายโองการนั้นๆไปด้วย เจตนารมณ์และเน้นถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่งท่ามกลางเรื่องราวต่างๆที่ท่านแบกภาระมา และทั้งซุนนี ชีอะฮฺ ต่างก็บันทึกถ่ายทอดกันมาจนกระทั่งปรากฏเป็นหลักฐานเต็มไปหมดทั้งในตำราประวัติศาสตร์ ตำราฮะดีษ และยังได้มีการรายงานสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า

80 لقب از زیباترین القاب امام علی (ع) برای انتخاب نام