ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ
มุตอะห์[الْمُتْعَةَ]ข้อพิพาทซุนนี่ห์-ชีอะห์ สัจธรรมอยู่กับใคร ?
![]()
มุตอะห์ ข้อพิพาทซุนนี่ห์-ชีอะห์
มุตอะฮ์ หมายถึงการแต่งงานชั่วคราว หรือการแต่งงานตามกำหนดเวลาชั่วระยะหนึ่ง
- ปราชญ์ชาวซุนนี่ห์ได้ให้ความหมายไว้เช่นนี้ :

«زَوَّجْتُک»، «مَتَّعْتُک» یا «أَنْکحْتُک»
“…..เซาวัจตุกะ ,มัตตะฮ์ตุกะ ,อันกะฮ์ตุกะฮ…..”
- วาญิบต้องระบุจำนวนมะฮัร และระยะเวลาที่แน่นอน
- มีข้อห้ามมิให้ทำมุตอะฮฺกับคนที่มีสามี เช่นเดียวกับห้ามในเวลาแต่งงานแบบถาวร
- สำหรับหญิงที่แต่งงานมุตอะฮ์นั้น จะต้องผ่านพ้นอิดดะฮฺ โดยผ่านการมีรอบเดือนสองวาระ และถ้าหากสามีตายจะต้องผ่านสี่เดือนสิบวันก่อน
- คนที่ทำมุตอะฮ์กันถือว่า ไม่มีมรดกตกทอดให้แก่กัน
- คนที่ทำมุตอะฮ์กันถือว่าไม่มีการจ่ายค่าเลี้ยงดู
- ลูกที่ถือกำเนิดมาจากการแต่งงานชั่วคราว ก็เหมือนดังลูกที่เกิดจากการแต่งงานถาวรครบถ้วนทุกประการในสิทธิเรื่องมรดก การส่งค่าเลี้ยงดู และสิทธิในด้านต่างๆ ครบถ้วนอันขึ้นอยู่กับบิดานี่คือ การทำมุตอะฮฺ ที่มีเงื่อนไขต่างๆ มีขอบเขต ตามที่สังเกตดูแล้ว จะเห็นได้ว่า มิใช่เรื่องการสำส่อนทางเพศแต่อย่างใด ดังที่พวกใส่ร้ายบางกลุ่มกล่าวหาเลย อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺก็เหมือนกับพี่น้องชีอะฮฺของเขานั่นเอง คือมีความเชื่อตรงกันว่า การวางหลักการแต่งงานอย่างนี้ มีมาจากอัลลอฮ์ ซ.บ. ในโองการที่ 24 ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ ความว่า
فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً وَلا جُنَاحَ عَلَيْكُمْ فِيمَا تَرَاضَيْتُمْ بِهِ مِنْ بَعْدِ الْفَرِيضَةِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلِيمًا حَكِيمًا
“ดังนั้น การที่พวกสูเจ้าแสวงหาความสุขจากพวกนางในข้อนี้ พวกสูเจ้าจะต้องมอบแก่พวกนาง ซึ่งค่าตอบแทนของพวกนางจำนวนหนึ่ง และไม่มีบาปอันใดแก่พวกสูเจ้า ในกรณีที่พวกสูเจ้าพึงพอใจในข้อนี้ หลังจากที่มีการกำหนดอย่างแน่นอน แท้จริงอัลลอฮ์ ทรงรู้ ทรงมีวิทยะปัญญา”
ข้อพิพาทระหว่างซุนนี่ห์-ชีอะห์ในประเด็นมุตอะห์ อยู่ตรงจุดใด ?
ในขณะที่ชาวชีอะห์-ซุนนี่ห์ พวกเขาเชื่อถือตรงกันว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. เคยอนุญาตในเรื่องนี้ และศ่อฮาบะฮ์ก็เคยทำการมุตอะฮฺในสมัยของท่าน
อัลกุรตุบี นักตัฟซีรชาวซุนนี่ห์ (เสียชีวิต 671 ฮ.ศ.)นักตัฟซีรชาวซุนนี่ห์กล่าวว่า
وَقَالَ الْجُمْهُورُ: الْمُرَادُ نِكَاحُ الْمُتْعَةِ الَّذِي كَانَ فِي صَدْرِ الْإِسْلَامِ
บรรดาปวงปราชญ์ยืนยันว่า อายะฮ์นี้ หมายถึง นิกะฮ์มุตอะฮ์ ที่มีในยุคต้นของอิสลาม (ตัฟซีร อัลกุรตุบี เล่ม 5 : 115 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์ โองการที่ 24)

แต่สิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันว่าเรื่องนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว หรือไม่ เท่านั้นเอง กล่าวคือ :
อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว และถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม หลังจากที่เคยเป็นเรื่องฮะลาลมาแล้ว และถือว่า การยกเลิกเกิดขึ้นโดยซุนนะฮฺ หาได้เกิดขึ้นโดยอัล-กุรอาน
ส่วนชีอะฮ์ อิมามียะฮ์ นั้นถือว่า ยังมิได้ถูกยกเลิก และถือว่าเรื่องนี้ เป็นฮะลาลจนถึงวันกิยามะฮ์
ดังนั้น การวิเคราะห์จึงอยู่ตรงประเด็นว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกแล้วหรือไม่เท่านั้นเอง และการถกเถียงก็อยู่ที่คำพูดของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ผู้อ่านจะได้พิสูจน์ว่าฝ่ายไหนอยู่กับสัจธรรม แล้วให้ปฏิบัติ โดยปราศจากการถือฝักถือฝ่ายอย่างมีอคติ และไม่มีความคิดส่วนตัว
สำหรับทางด้านของชาวชีอะฮ์นั้น กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการยกเลิก และยังเป็นเรื่องอนุญาตให้จนถึงวันกิยามะฮ์ ดังนั้น หลักฐานของพวกเขาก็มีอยู่ว่า สำหรับเรายังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ยืนยันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ห้ามในสิ่งนั้น และบรรดาอิมามจากเชื้อสายบริสุทธิ์ ก็กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่อนุญาตและถ้าหากว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ยกเลิกจริง แน่นอนบรรดาอิมามจากอะฮ์ลุลบัยต์ อ. ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะหัวหน้าสูงสุดของพวกเขาคือท่านอิมามอะลี อ.
ท่านอิมามอะลี อ. กล่าวไว้เช่นนี้ว่า
ดังนั้น ท่านอิมามอะลี อ. ต้องรู้เรื่องนี้ดี แต่มีหลักฐานที่ยืนยันได้จากฝ่ายเราว่า ค่อลีฟะฮ์ที่สอง คือ อุมัร บินค็อฏฏอบ นั่นเองที่เป็นคนห้าม โดยการใช้หลักวินิจฉัยความเอง ดังเช่นที่นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺได้ยืนยันในเรื่องนี้ไว้ ด้วยตัวเขาเอง
ส่วนชีอะห์เราไม่ยอมละทิ้งหลักเกณฑ์ของอัลลอฮ์ ซ.บ.และศาสนทูตของพระองค์ ศ. เพื่อความเห็นและการวินิจฉัยความของอุมัร บิน ค็อฏฏอบ เพราะเราถือว่าเพียงพอได้ด้วยพระดำรัสนี้ของอัลลอฮ์ในคำภีร์อัล-กุรอ่าน
“ดังนั้น ไม่มีสิทธิสำหรับผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง ถ้าอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ ทรงตัดสินเรื่องใดไปแล้ว ที่เขาจะเลือกได้เองอีกจากกิจการของพวกเขา และผู้ใดที่ละเมิดต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ก็เท่ากับหลงผิดอย่างชัดแจ้ง” (อัล-อะฮฺซาบ :36 )
และเพียงพอได้ด้วยคำพูดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ว่า
“ฮะลาลของมุฮัมมัดย่อมฮะลาลจนถึงวันกิยามะฮฺ และฮะรอมของมุฮัมมัดย่อมฮะรอมจนถึงวันกิยามะฮ์”
กล่าวคือ บุคคลใดก็ตามไม่มีสิทธิจะกำหนดว่าอะไรเป็นของฮะลาลและฮะรอม ในประเด็นใดก็ตามที่อัลลอฮ์ ซ.บ. และศาสนทูตของพระองค์ ศ. วางข้อบัญญัติมาแล้ว และตัดสินมาแล้วในเรื่องนั้นๆ
นี่คือข้อสรุปของชีอะฮ์ที่กล่าวถึงเรื่องการอนุญาตให้ทำมุตอะฮ์ อันเป็นคำกล่าวที่สมเหตุสมผล และเที่ยงธรรม หากจะถูกต้องก็เพราะว่า มุสลิมทั้งมวลเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของอัลลอฮ์ ซ.บ. และศาสนทูตของพระองค์ ศ. และปฏิเสธสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าใครจะมีฐานะสูงส่งแค่ไหน ในเมื่อการวินิจฉัยความของเขาขัดแย้งกับข้อบัญญัติของอัล-กุรอานหรือของนบี ศ.
ส่วนอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮ์ นั้น กล่าวว่า การทำมุตอะฮ์ นั้น เคยเป็นเรื่องฮะลาล และได้ถูกประทานมาในอัล-กุรอาน และ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ. ก็เคยอนุญาตให้กระทำในเรื่องนั้น และศ่อฮาบะฮ์ก็ได้กระทำกันแล้ว ต่อมาหลังจากนั้นได้มีการยกเลิก และพวกเขาก็ขัดแย้งกันในการยกเลิกเรื่องนี้ กล่าวคือ บางคนในหมู่พวกเขากล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ได้ห้ามไว้ก่อนตาย บางคนกล่าวว่ายกเลิกในช่วงสงครามคัยบัร บางคนกล่าวว่า ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ เป็นคนห้ามไว้เอง และนี้ก็เป็นหลักฐานชิ้นเดียวของชาวซุนนะห์ในเรื่องนี้

![หลักศรัทธา[รูก่นอีหม่าน]มีกี่ประการ…? ในตำราศ่อฮิห์](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/07/hqdefault-1-238x178.jpg)
![พฤหัสบดี วันมหาวิปโยคในศ่อฮิห์บุคอรีย์ และมุสลิม[เจ็ดตัวบทจากบุคอรีย์ สามตัวบทจากมุสลิม]](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/07/صحیحین-238x178.jpeg)

![กิจกรรมช่วงบ่ายวันอาชูรอ ชุมชนมัสยิดดารุซซะฮ์รอ อ. [ร่วมเดินเท้ารำลึกถึงกองคาราวานท่านหญิงซัยหนับ]](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/08/298769655_599667181566282_3179114266681750340_n-1-100x75.jpg)






![พฤกษาอันพิสุทธิ์ [شَجَرَةٍ طَيِّبَةٍ] คืออะห์ลุลบัยต์นบี](https://mubahala.net/wp-content/uploads/2022/04/48f51d95e3fb3d0a7b8d77978385bffc-100x75.jpg)


